วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บางระกำโมเดล


บางระกำโมเดล คืออะไร ... อะไร คือ บางระกำโมเดล
บางระกำ เป็น 1 ใน 9 อำเภอของจังหวัดพิษณุโลก บางระกำ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำยม ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักสายเดียวของภาคเหนือที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่รองรับกักเก็บน้ำ อำเภอบางระกำ เป็นพื้นที่รับน้ำต่อจากจังหวัดสุโขทัย จึงหนีไม่พ้นเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก บางระกำ ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปีแล้วปีเล่าท่วมซ้ำซากมายาวนาน จนเรียกได้ว่าน้ำท่วมบางระกำ กลายเป็นวิถีชีวิตคนบางระกำไปแล้วก็ว่าได้ น้ำท่วมจึงเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของคนบางระกำ วิกฤต คือคนบางระกำได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขังเป็นแรมเดือนในแต่ละปีที่ถูกน้ำท่วม สิ่งที่มากับน้ำนั่นคือปลา จึงเป็นโอกาสของคนหาปลาที่ช่วงฤดูน้ำหลาก จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีอาชีพมีรายได้จากการหาปลา ขายปลา ทำรายได้ไม่น้อยในแต่ละปี
 
บางระกำ กลายเป็นที่ฮือฮา เป็นที่รู้จัก และได้รับความสนใจมากขึ้นทั้งจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เมื่อ  "บางระกำโมเดล” ได้ถูกหยิบยกมากล่าวถึงจากปากนายกรัฐมนตรี(นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) แล้ว บางระกำโมเดล คืออะไร อะไร คือบางระกำโมเดล ขอเล่าสู่กันฟังอย่างนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าในปี 2554 นี้ในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัดประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วม จังหวัดพิษณุโลก เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมเช่นกัน โดยเฉพาะอำเภอบางระกำ ต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมอย่างหนัก ระดับน้ำที่เข้าท่วมพื้นที่บางระกำใกล้เคียงกับน้ำท่วมใหญ่ปี 2549 ทีเดียว ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วมและการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554 โดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้แวะพักและเปลี่ยนเครื่องบินที่จังหวัดพิษณุโลก ถือเป็นโอกาสดีของจังหวัดพิษณุโลก ที่นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้ขอโอกาสและขอเวลา นายกรัฐมนตรี สั้น ๆ เพียงประมาณ 10-15 นาที เพื่อสรุปสถานการณ์น้ำและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ให้กับนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ และผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ยังได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำระบบทางด่วนน้ำ (WARTER WAY) ซึ่งตรงใจของนายกรัฐมนตรี และได้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเชิงบูรณาการ "บางระกำโมเดล” ขึ้นมา ในการประชุมศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2554 ณ กระทรวงมหาดไทยและมีการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย โดยนายกรัฐมนตรี ได้หยิบยก "บางระกำโมเดล” มากล่าวถึง และมีบัญชาให้นำบางระกำโมเดลที่จังหวัดพิษณุโลก ดำเนินการอยู่ไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเชิงระบบแบบบูรณาการ หัวใจสำคัญของบางระกำโมเดล ที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึง ก็คือ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา จังหวัดและหน่วยงาน จะต้องเข้าชาร์จหรือเทคแอ็คชั่น ด้วยการลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่างรวดเร็ว ทันที ทันเหตุการณ์ และถูกจุด ลดความรู้สึกของประชาชนที่ประสบภัยว่าถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้รับการเหลียวแลจากราชการ โดยนายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายการดำเนินงานบางระกำโมเดล โดยใช้หลัก 2 P 2 R หลังจากรับบัญชาจากนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ไม่รอช้าเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้มีขับเคลื่อนบางระกำโมเดล ทันที กล่าวโดยสรุป แนวทางการดำเนินงาน บางระกำโมเดล
 
1. การเตรียมการ (Preparation) จังหวัดจะมีการจัดทำคลังข้อมูล ด้านพื้นที่ ที่แบ่งเป็นพื้นที่วิกฤต พื้นที่เสี่ยง พื้นที่เฝ้าระวัง รวมถึงข้อมูลพื้นฐานต่างๆเกี่ยวกับสภาพปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอบางระกำ ข้อมูลการช่วยเหลือประชาชน เช่น การแจกถุงยังชีพ งบประมาณ และอื่น ๆ โดยมอบหมายให้ กลุ่มยุทธศาสตร์ สำนักงานจังหวัด เป็นหน่วยงานเจ้าภาพและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก เป็นหน่วยงานเจ้าภาพ ในการวางแผน กำหนดแผนให้ชัดเจน เป็นระบบ
 
2. การช่วยเหลือเบื้องต้น( Response) จังหวัดมอบหมายให้อำเภอพื้นที่ เป็นแม่งาน ที่จะต้องระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยอย่างรวดเร็ว ทันที ถูกจุด ในเบื้องต้น เน้นในเรื่องของปัจจัย 4 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ให้อำเภอบางระกำ เป็นแม่งาน "บางระกำโมเดล” ซึ่งจะต้องจัดทีมและแบ่งงานช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯอำเภอ จัด Call Center อยู่เวรตลอด 24 ชั่วโมง คอยรับทราบข่าวสาร แจ้งการช่วยเหลือให้หน่วยเกี่ยวข้อง เข้าปฏิบัติการช่วยเหลือได้ทันที และ จังหวัด มอบให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จัดทีมแพทย์ พยาบาล เข้าดูแลช่วยเหลือในเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยของประชาชนที่ถูกน้ำท่วม
 
3. การฟื้นฟู เยียวยา (Recovery) จังหวัด มอบหมายให้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ที่ดูแลในเรื่องข้อมูลการฟื้นฟูเยียวยาภายหลังน้ำลด และประสานงานกับหน่วยงานร่วม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเกษตร(พืช) ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ ด้านสาธารณสุขและการฟื้นฟูจิตใจ ด้านศาสนสถาน ด้านสถานศึกษา ด้านลูกค้าของ ธ.ก.ส. รวมถึงด้านการประชาสัมพันธ์
 
4.การแก้ไขระยะยาว(Prevention) จังหวัด ได้มอบหมายให้ โครงการชลประทานพิษณุโลก เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ที่จะต้องวางแผน จัดหางบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ที่จะต้องมีการบริหารจัดการกับน้ำเกิน และจัดการกับน้ำเก็บที่จะนำมาใช้ในฤดูแล้ง ทั้งในเรื่อง ระบบทางด่วนน้ำ (Water way) การจัดทำแก้มลิง การจัดทำคลองเชื่อมแก้มลิง การจัดทำแก้มลิงขนาดใหญ่ ให้เป็นพื้นที่เช่า และการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำยม ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า บางระกำโมเดล ไม่ใช่สูตรสำเร็จ หรือยาวิเศษ จนผู้คนหลงเข้าใจผิดคิดกันว่า เมื่อเกิดหรือมีบางระกำโมเดลแล้ว ปัญหาน้ำท่วมบางระกำจะหมดไป นั่นไม่ใช่ แม้จะมีบางระกำโมเดล น้ำก็จะยังท่วมบางะกำอยู่ เพราะบางระกำพื้นที่เป็นที่ลุ่มต่ำ เป็นแอ่งกะทะ ของลุ่มน้ำยม เป็นวิถีของคนบางระกำ ที่ยังจะต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอยู่อย่างนี้ เพียงแต่บางระกำโมเดลจะเป็นตัวช่วยหรือเป็นต้นแบบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยมีความเดือดร้อนน้อยลง เพราะเมื่อเกิดภัยทุกฝ่ายมีต้นแบบในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบได้อย่างรวดเร็ว ทันที ถูกจุด ลดปัญหาผลกระทบต่างๆที่จะตามมา และบางระกำโมเดล จะช่วยทำให้ประชาชนได้เรียนรู้ว่าอยู่กับน้ำได้อย่างไร นี่คือหัวใจของบางระกำโมเดลที่นายกรัฐมนตรี(นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ต้องการให้เกิดขึ้นและจะเป็นความหวังของคนไทยทั่วทั้งประเทศที่จะได้อานิสงส์ ได้รับการดูแลแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนนั่นเอง
 

รอยเลื่อน










ดินทรุดตัวและแยกเป็นทางยาว บนดอยแม่สลอง
แผ่นดินทรุด และแยกเป็นทางยาว ดอยแม่สลอง เชียงราย

ดินทรุดตัวและแยกเป็นทางยาว บนดอยแม่สลอง



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กรมอุตุนิยมวิทยาTsunamimaknum


          ตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา เราจะได้ยินข่าวภัยพิบัติที่เกิดทั้งในประเทศ และต่างประเทศอยู่ตลอด โดยเฉพาะข่าวแผ่นดินไหวที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป แต่ทุกครั้งที่มีข่าวแผ่นดินไหว สิ่งที่ตามมาคือ ข้อมูลจากนักวิชาการหรือส่วนราชการเกี่ยวกับผลกระทบจากเขื่อน จึงทำให้ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ใกล้เขื่อน ต่างกังวลและหวาดกลัวว่า ด้วยผลของแผ่นดินไหวนี้จะทำให้เขื่อนแตก
          รอยเลื่อน คือ ผลจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ซึ่งจะมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา บางแผ่นเคลื่อนตัวเข้าหากันและมุดซ้อนเกยกัน และบางแผ่นแยกออกจากกัน ขณะที่บางแผ่นเคลื่อนเฉียดกัน ทำให้เกิดแรงเครียดสะสมไว้ภายในเปลือกโลก เมื่อรอยเลื่อนขยับตัวก็จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของการสั่นไหวทำให้เกิดแผ่นดินไหว จึงเรียกว่า รอยเลื่อนมีพลัง ซึ่งรอยเลื่อนนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิดของแผ่นดินไหว ปัจจุบันพบว่ารอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทย เคยเกิดขึ้นแล้ว 9 แห่งด้วยกัน คือ




          1. รอยเลื่อนเชียงแสน รอยเลื่อนนี้วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบนสุดของประเทศ มีความยาวประมาณ 130 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากแนวร่องน้ำแม่จันไปทางทิศตะวันออก ผ่านอำเภอแม่จัน แล้วตัดข้ามด้านใต้ของอำเภอเชียงแสนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวลำน้ำเงิน ทางด้านเหนือของอำเภอเชียงของ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดที่วัดได้ตามแนวรอยเลื่อนนี้ เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2521 มี ขนาด 4.9 ริกเตอร์ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2521 มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กว่า 3 ริกเตอร์ เกิดตามแนวรอยเลื่อนนี้ 10 ครั้ง และ 3 ครั้งมีขนาดใหญ่กว่า 4.5 ริกเตอร์ แผ่นดินไหวทั้งหมดเป็นแผ่นดินไหว ที่เกิดในระดับตื้นกว่า 10 กิโลเมตร

          2. รอยเลื่อนแพร่ รอยเลื่อนนี้อยู่ทางด้านตะวันออกของแอ่งแพร่ และวางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มต้นจากด้านตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเด่นชัย ผ่านไปทางด้านตะวันออกของอำเภอสูงเม่น และจังหวัดแพร่ ไปจนถึงด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอร้องกวาง รวมความยาวทั้งสิ้นประมาณ 115 กิโลเมตร มีแผ่นดินไหวขนาด 3-4 ริกเตอร์ เกิดตามแนวรอยเลื่อนนี้กว่า 20 ครั้ง ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนแผ่นดินไหวขนาด 3 ริกเตอร์ ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2533 เกิดตามแนวรอยเลื่อน ซึ่งแยกจากรอยเลื่อนแพร่ไปทางทิศเหนือ

          3. รอยเลื่อนแม่ทา รอยเลื่อนนี้มีแนวเป็นรูปโค้งตามแนวลำน้ำแม่วอง และแนวลำน้ำแม่ทาในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 55 กิโลเมตร จากการศึกษาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (2523) พบว่า ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนของการศึกษาในปี พ.ศ.2521 มีแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิด ในระดับตื้นอยู่มากมายในบริเวณรอยเลื่อนนี้

          4. รอยเลื่อนเถิน รอยเลื่อนเถินอยู่ทางทิศตะตกของรอยเลื่อนแพร่ โดยตั้งต้นจากด้านตะวันตกของอำเภอเถินไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ขนานกับรอยเลื่อนแพร่ไปทางด้านเหนือ ของอำเภอเถินไปทางตะวันออกเฉียงเหนือขนานกับรอยเลื่อนแพร่ ไปทางด้านเหนือของอำเภอวังชื้น และอำเภอลอง รวมความยาวทั้งหมดประมาณ 90 กิโลเมตร เคยมีรายงานการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.7 ริกเตอร์ บนรอยเลื่อนนี้ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2521

          5. รอยเลื่อนเมย-อุทัยธานี รอยเลื่อนนี้วางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งต้นจากลำน้ำเมย ชายเขตแดนพม่ามาต่อกับห้วยแม่ท้อ และลำน้ำปิงใต้จังหวัดตาก ต่อลงมาผ่านจังหวัดกำแพงเพชร และนครสวรรค์ จนถึงเขตจังหวัดอุทัยธานี รวมความยาวทั้งสิ้นกว่า 250 กิโลเมตร มีรายงานแผ่นดินไหวเกิดตามรอยเลื่อนนี้ 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2476 ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2518 ที่ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก แผ่นดินไหวครั้งหลังนี้มีขนาด 5.6 ริกเตอร์





          6. รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ รอยเลื่อนนี้อยู่ทางด้านตะวันตก ของรอยเลื่อนเมย-อุทัยธานี โดยมีทิศทางเกือบขนานกับแนวของรอยเลื่อน อยู่ในร่องน้ำแม่กลองและแควใหญ่ ตลอดขึ้นไปจนถึงเขตแดนพม่า รวมความยาวทั้งหมดกว่า 500 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมามีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายร้อยครั้ง ตามแนวรอยเลื่อนนี้ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดที่วัดได้ในระหว่างนี้ เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2526 มีขนาด 5.9 ริกเตอร์

          7. รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ รอยเลื่อนนี้อยู่ในลำน้ำแควน้อยตลอดสาย และต่อไปจนถึงรอยเลื่อนสะแกง (Sakaing Fault) ในประเทศพม่า ความยาวของรอยเลื่อนช่วงที่อยู่ในประเทศไทยยาวกว่า 250 กิโลเมตร มีรายงานแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนนี้มากมายหลายพันครั้ง




          8. รอยเลื่อนระนอง รอยเลื่อนระนองวางตัวตามแนวร่องน้ำของแม่น้ำกระบุรี มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 270 กิโลเมตร มีรายงานแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2521 มีขนาด 5.6 ริกเตอร์

          9. รอยเลื่อนคลองมะรุย รอยเลื่อนนี้ตัดผ่านด้านตะวันออกของเกาะภูเก็ต เข้าไปในอ่าวพังงา และตามแนวคลองมะรุย คลองชะอุน และคลองพุมดวงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จนกระทั่งไปออกอ่าวบ้านดอน ระหว่างอำเภอพุนพินกับอำเภอท่าฉาง รวมความยาวทั้งสิ้นประมาณ 150 กิโลเมตร แผ่นดินไหวตามแนวรอยเลื่อนนี้ มีรายงานเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2476 ที่จังหวัดพังงา และทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ นอกฝั่งภูเก็ต เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2519, วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2542 และวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2542

          เนื่องจากประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่บนรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ นั่นคือ เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี โดยทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวขึ้นในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ประชาชนในพื้นที่ใกล้เขื่อนศรีนครินทร์ จะกังวลถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ด้วยเกรงว่า หากเกิดรอยร้าวขึ้นที่ตัวเขื่อน จะทำให้เขื่อนแตก พื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรี คงราบเป็นหน้ากลอง เพราะความรุนแรงของน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ ผสมกับความเร็วกระแสน้ำที่ทะลักออกมาคงไม่ต่างจากสึนามิ จึงไม่แปลกที่จะเกิดกระแสข่าวลือเรื่องเขื่อนแตกทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว

          แต่จากการศึกษาของ ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องความมั่นคงของเขื่อนศรีนครินทร์ต่อแรงกระทำแผ่นดินไหวร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนั้น พบว่า เขื่อนศรีนครินทร์จะเกิดความเสียหายที่สันเขื่อนมาก หากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ริกเตอร์ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ภายในระยะ 7 กิโลเมตรจากตัวเขื่อน แต่ถ้าจุดศูนย์กลางอยู่ที่ระยะห่างออกไป เช่น เกิน 50 กิโลเมตร ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน 

          ซึ่งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ยังไม่มีครั้งใดที่มีความรุนแรงถึงขนาดที่เขื่อนไม่สามารถรับได้ไหว จึงกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ที่เขื่อนจะแตกจึงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก เพราะต้องใช้เวลาในการที่จะทำให้เขื่อนมีรอยรั่วหรือแตก ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวจึงไม่สามารถทำให้เขื่อนแตกได้ในทันทีอย่างที่เราเข้าใจและหวาดกลัวกัน       
       อย่างไรก็ตาม ทางด้าน รศ.ดร.วีระชัย สิริพันธ์วราภรณ์ นักธรณีฟิสิกส์และหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสริมข้อมูลว่า จากการสันนิษฐานในเบื้องต้น ประเทศไทยอาจจะมีรอยเลื่อนที่มีโอกาสทำให้เกิดแผ่นดินไหวสูงถึง 15 รอยเลื่อน โดยส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ทางซีกตะวันตกของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือลงมาถึงภาคใต้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดแผ่นไหวในบางพื้นที่ ทว่า รอยเลื่อนเหล่านี้เกือบทั้งหมดไม่ได้พาดผ่านตัวเมือง จึงไม่น่าจะเกิดแผ่นดินไหวในที่ที่มีคนอาศัยอยู่ และจากนี้ไปจะมีวิเคราะห์หาพิกัดจุดที่เกิดรอยเลื่อนเพิ่มเติม หลังจากค้นพบจุดเกิดรอยเลื่อนทั้ง 9 แห่งแล้ว

          หมายเหตุ : แรงเครียด คือ แรงที่เกิดจากการเสียดสีและความไม่ยืดหยุ่นของหินทำให้หินไม่สามารถเลื่อนไถลไปซึ่งกันและกันได้โดยง่าย โดยที่จะมีความเค้น (stress) เกิดขึ้นในหินและเมื่อความเค้นเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งที่เกินจุดสูงสุดของความเครียด (strain threshold) พลังงานศักย์ที่สะสมไว้จะถูกปล่อยออกมาเป็นความเครียดซึ่งจะถูกจำกัดลงบนระนาบตามที่การเคลื่อนที่สัมพัทธ์เกิดขึ้น ที่ทำให้เกิด "รอยเลื่อน" นั่นเอง

ประชากรไทยในอนาคต


ประชากรไทยในอนาคต
ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์
ปราโมทย์ ประสาทกุล 
        บทความนี้จะ ได้กล่าวถึงภาพของประชากรไทยในอนาคตว่าจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ลักษณะประชากรไทยในอนาคตได้จากการฉายภาพประชากร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ต่อไปอีก 30 ปี ข้างหน้าจนถึงปี พ.ศ. 2578 ดำเนินการโดยคณะทำงานฉายภาพประชากร ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ทำความเข้าใจกับการฉายภาพประชากรชุดใหม่ 
         การฉายภาพประชากรคือการคาดประมาณประชากรในอนาคต สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มีคณะทำงานฉายภาพประชากร ซึ่งทำหน้าที่คาดประมาณประชากรของประเทศไทย พิมพ์เผยแพร่ออกมาเป็นระยะ ๆ ปรับแก้การคาดประมาณนั้นเมื่อมี่ข้อมูลใหม่ รวมทั้งคำนวณหาดัชนีตัวชี้วัดที่แสดงสถานการณ์ด้านประชากรเป็นประจำปี
        การฉายภาพประชากรชุดใหม่นี้ คณะทำงานฉายภาพประชากรฯ ได้เริ่มต้นจาก “ประชากรฐาน” คือ ประชากรปี พ.ศ. 2548 ซึ่งปรับจำนวนรวมตามข้อมูลจากทะเบียนราษฎรล่าสุด และปรับโครงสร้างอายุตามผลการสำรวจการเปลี่ยนแปลงของประชากรรอบแรกในปี พ.ศ. 2548 จากนั้นได้ใช้ “วิธีคาดประมาณประชากรตามโคฮอท (รุ่นอายุ) ที่เปลี่ยนไปตามองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงประชากร” (Cohort – component method) หลักการของวิธีนี้ คือ จำนวนประชากรแต่ละรุ่นอายุจะเปลี่ยนไปแต่ละปีตามองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงประชากร 3 ด้าน อันได้แก่ การเกิด การตาย และการย้ายถิ่น เมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละปี ประชากรแต่ละรุ่นอายุจะลดลงไปเพราะมีการตาย และเพิ่มขึ้นเพราะมีการเกิด นอกจากนั้นหากมีการย้ายเข้า ประชากรจะเพิ่มขึ้น และหากมีการย้ายออก ประชากรก็จะลดลง ดังนั้น การฉายภาพประชากรจึงอาศัยการตั้งข้อสมมุติว่าต่อไปในอนาคตนั้น การเกิด การตาย และการย้ายถิ่นแต่ละปีควรเป็นเท่าไร
        ในการฉายภาพประชากร คณะทำงานฉายภาพประชากรฯ ได้ตั้งข้อสมมุติว่าในอนาคต การเกิดหรือภาวะเจริญพันธุ์ของสตรีไทยจะยังคงลดลงไปอีก โดยที่จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่สตรีคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ของตนจะลดจาก 1.65 คนในปี พ.ศ. 2548 เป็น 1.45 คน ในปี พ.ศ. 2568 และกลุ่มสตรีที่ให้กำเนิดบุตรสูงสุด (อัตราเกิดรายอายุ) ค่อย ๆ เปลี่ยนจากกลุ่มอายุ 20 – 24 ปีในปี พ.ศ. 2548 เป็นกลุ่มอายุ 25 – 29 ปี ในปี พ.ศ. 2568 และเมื่อหลังจากปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ได้ตั้งข้อสมมุติว่าภาวะเจริญพันธุ์ทั้งจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่สตรีคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์และอัตราเกิดรายอายุคงที่
        ในเรื่องการตาย คณะทำงานฉายภาพประชากรฯ ได้ตั้งข้อสมมุติว่าความยืนยาวชีวิตของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นไปอีก เริ่มจากในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นปีฐาน อายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของผู้ชายเท่ากับ 68 ปี และของผู้หญิงเท่ากับ 75 ปี ได้มีข้อสมมุติว่าอายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นเป็แนวโน้มเส้นตรง ในระยะยาวอีก 50 ปีข้างหน้าอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของผู้ชายจะเพิ่มเป็น 75 ปี ส่วนผู้หญิงจะเพิ่มเป็น 80 ปี
        สำหรับองค์ประกอบสุดท้ายคือการย้ายถิ่นนั้น คณะทำงานฉายภาพประชากรฯ ได้สมมุติให้การย้ายถิ่นระหว่างประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชากรไทยมีน้อยมากจนไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนและโครงสร้างประชากรมากนัก หมายความว่าการฉายภาพประชากรชุดนี้มิได้รวมการย้ายถิ่นของแรงงานที่เข้าหรือออกจากประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
การเพิ่มขึ้นของประชากรไทยช้าลงแต่ผู้สูงอายุกลับเพิ่มเร็วขึ้น 
        เมื่อกลางปี พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นปีฐานของการฉายภาพ ประเทศไทยมีประชากร 62.2 ล้านคน หนึ่งปีถัดไปประมาณได้ว่าประชากรไทย ณ กลางปี 2549 เพิ่มขึ้นเป็น 62.5 ล้านคน เท่ากับว่าหนึ่งปีมีคนเพิ่มขึ้น 3 แสนคนเศษ คิดเป็นอัตราเพิ่มประชากรร้อยละ 0.6 ต่อปี การเพิ่มของประชากรไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต แต่เป็นการเพิ่มที่ช้าลง แต่ละปีอัตราเพิ่มประชากรค่อย ๆ ลดลง ๆ ในปี พ.ศ. 2565 ดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่ประชากรไทยถึงจุดอิ่มตัว อัตราเกิดจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราตาย ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรใกล้เคียงกับศูนย์ จำนวนเกิดในแต่ละปีพอ ๆ กับจำนวนตาย จากการฉายภาพประชากรชุดนี้แสดงว่าประชากรไทยจะถึงจุดอิ่มตัวที่จำนวนประมาณ 65 ล้านคนในราวปี พ.ศ. 2565 หลังจากนั้น เป็นไปได้ว่าอัตราเพิ่มประชากรจะติดลบคือต่ำกว่าศูนย์บ้างเล็กน้อย ทำให้จำนวนประชากรแต่ละปีลดลง
รูป 1 อัตราเพิ่มและจำนวนประชากร, พ.ศ. 2548 – 2578
        การที่ประชากรไทยในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ จนอิ่มตัวแล้วลดลงนั้น เป็นผลเนื่องมาจากภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงและคนไทยมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีก ลักษณะเช่นนี้ทำให้โครงสร้างอายุของประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน หากดูที่จำนวนประชากร เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2578 จะมีจำนวนลดลงจาก 14 ล้าน (ร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด) เหลือ 9 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 14) ส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 – 59 ปี) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย กล่าวคือในช่วง พ.ศ. 2548 – 2558 จำนวนจะเพิ่มขึ้นจาก 41 ล้าน เป็น 43 ล้านคน หลังจากนั้นจะลดจำนวนลงเหลือ 38 ล้านคนในปี พ.ศ. 2578 อาจกล่าวได้ว่าจำนวนประชากรวัยแรงงานในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าเกือบไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำนวนประชากรวัยเด็กจะลดลงอย่างมากจะมีผลทำให้จำนวนประชากรในวัยเรียน (อายุ 6 – 21 ปี) ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 16 ล้านคนในปี พ.ศ. 2548 เป็น 11 ล้านคนในปี พ.ศ. 2578
        สำหรับประชากรกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คนกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ในปี พ.ศ. 2548 มีประชากรสูงอายุอยู่ 6 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 10) เมื่อถึงปี พ.ศ. 2578 จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน (ร้อยละ 25) เท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในเวลาราว ๆ 30 ปีเท่านั้น
รูป 2 จำนวนประชากรวัยต่าง ๆ พ.ศ. 2548 – 2578
สังคมไทยกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ
         การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่มีผลต่อสังคมไทยอย่างมากนั่นคือ การมีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากจำนวนเด็กที่ลดลงในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า จำนวนเด็กจะพอ ๆ กับผู้สูงอายุ และหลังจากนั้นจะเกิดปรากฏการณ์มีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก
        เราอาจใช้ “ดัชนีผู้สูงอายุ” (Ageing index) เพื่อเปรียบเทียบระหว่างจำนวนเด็กกับผู้สูงอายุ ดัชนีผู้สูงอายุ เป็นอัตราส่วนของจำนวนประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ต่อจำนวนประชากรวัยเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน ตามความหมายนี้ ดัชนีผู้สูงอายุแสดงให้เห็นว่ามีผู้สูงอายุกี่คนต่อเด็ก 100 คน ถ้าดัชนีมีค่าต่ำกว่า 100 แสดงว่ามีเด็กมากกว่าผู้สูงอายุ และในทางกลับกัน ถ้าดัชนีมีค่าสูงกว่า 100 ก็แสดงว่ามีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก
ตาราง 1 ดัชนีผู้สูงอายุของประเทศไทย พ.ศ. 2548 – 2578
        ตาราง 1 แสดงแนวโน้มของดัชนีผู้สูงอายุ หรืออัตราส่วนผู้สูงอายุต่อเด็ก 100 คน “ดัชนีผู้สูงอายุ” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ความจริงแนวโน้มเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดเร็ว ๆ นี้ หากแต่เกิดมานานแล้ว เช่น ในปี พ.ศ. 2503 และ 2513 มีผู้สูงอายุเพียง 11 คนต่อเด็ก 100 คน เมื่อถึงปี พ.ศ. 2548 จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดัชนีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 45 อีก 5 ปีถัดไป ผู้สูงอายุมีจำนวนเกินกว่าครึ่งของจำนวนเด็กแล้ว ดัชนีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่สูงมากในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2553 และ 2553 – 2558 นั้น คือประมาณเกือบร้อยละ 6 ต่อปี แต่ในช่วง พ.ศ. 2558 – 2563 ดัชนีผู้สูงอายุยิ่งเพิ่มเร็วมาก คือสูงถึงร้อยละ 7 ต่อปี หลังจากช่วงนี้ไปแล้ว อัตราเพิ่มของดัชนีผู้สูงอายุลดลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4 – 5 ต่อปี
        ระหว่างปี พ.ศ. 2563 – 2564 เป็นช่วงเวลาที่ดัชนีผู้สูงอายุเท่ากับ 100 หมายความว่าช่วงเวลานี้ประเทศไทยมีประชากรวัยเด็กเท่า ๆ กับผู้สูงอายุ หลังจากปี พ.ศ. 2564 ไปแล้วประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากกว่าเด็กต่อไปเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์ที่มีผู้สูงอายุมากกว่าเด็กเช่นนี้จะไม่สามารถย้อนกลับได้อีกเลย ดังเช่นเหตุการณ์ที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายประสบมาก่อนหน้าประเทศไทย
รูปแบบการพึ่งพิงเปลี่ยนไป
        โครงสร้างประชากรสะท้อนให้เห็นลักษณะการพึ่งพิงกันระหว่างประชากรกลุ่มอายุต่าง ๆ เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป ลักษณะการพึ่งพิงกันก็เปลี่ยนไปด้วย การแสดงระดับของการพึ่งพิงระหว่างประชากรกลุ่มอายุต่าง ๆ นิยมใช้ดัชนีที่เรียกว่า “อัตราส่วนพึ่งพิง” (Dependency ratio) เป็นตัวชี้วัด
        “อัตราส่วนพึ่งพิง” คืออัตราส่วนระหว่างประชากรเด็กและประชากรสูงอายุต่อประชากรวัยทำงาน ในการคำนวณอัตราส่วนนี้ ประชากรวัยเด็กคือประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปี ประชากรสูงอายุคือประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป และประชากรวัยทำงานคืออายุระหว่าง 15 ถึง 59 ปี ดัชนีนี้มีข้อสมมุติว่าประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุต้องพึ่งพิง (ทางเศรษฐกิจ) ประชากรวัยทำงาน
        อัตราส่วนพึ่งพิงตามความหมายข้างต้นนั้นเป็น “อัตราส่วนพึ่งพิงรวม” (Total dependency ratio) คือรวมผู้พึ่งพิงทั้งที่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ อัตราส่วนพึ่งพิงยังสามารถจำแนกตามประเภทของผู้ที่ต้องพึ่งพิงเป็น 2 ประเภท คือ อัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็ก (Youth dependency ratio) และอัตราส่วนพึ่งพิงวัยชรา (Old-age dependency ratio) อัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็กเป็นจำนวนเด็กต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน 100 คน ส่วนอัตราส่วนพึ่งพิงวัยชรานั้น เป็นจำนวนผู้สูงอายุต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน 100 คนเช่นกัน ค่าของอัตราส่วนพึ่งพิงทั้งหลายเหล่านี้ยิ่งสูงย่อมแสดงถึงมีจำนวนผู้ที่ต้องพึ่งพิงมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ทำงานนั่นเอง
        ในอดีต ประเทศไทยเคยประสบกับสถานการณ์ที่มีเด็กจำนวนมากเมื่อเทียบกับประชากรวัยทำงาน เช่น จากสำมะโนประชากรปีต่าง ๆ พบว่า ค่าอัตราส่วนพึ่งพิงรวมเท่ากับ 85 หมายความว่า มีผู้ต้องพึ่งพิง (เด็กและผู้สูงอายุ) 85 คนต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (วัยแรงงาน) 100 คน จากนั้นค่าอัตราส่วนพึ่งพิงได้เพิ่มเป็น 93 ต่อ 100 ในปี พ.ศ. 2513 อัตราส่วนพึ่งพิงรวมที่สูงเนื่องจากคนไทยในช่วงเวลานั้นยังมีลูกมากทำให้มีประชากรวัยเด็กมาก ต่อมาประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดอัตราเกิด ทำให้มีเด็กเกิดน้อยลง ส่งผลให้ค่าอัตราส่วนพึ่งพิงที่เคยสูงเกือบ 100 นั้นลดต่ำลง ดังเช่น ในปี พ.ศ. 2543 ค่าอัตราส่วนพึ่งพิงรวมได้ลดลงเหลือ 51 และจะลดลงไปอีกจนเหลือ 48 ในปี พ.ศ. 2553 หลังจากนั้นคาดว่าอัตราส่วนพึ่งพิงรวมจะกลับสูงขึ้นอีกจนถึง 65 ในปี พ.ศ. 2578
         การที่ค่าอัตราส่วนพึ่งพิงกลับเพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 40 ปีเป็นเพราะจำนวนประชากรสูงอายุได้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาแยกระหว่างอัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็กและวัยชราแล้ว ก็จะพบว่าอัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็กได้ลดลงอย่างมากและต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึง พ.ศ. 2578 ในขณะที่อัตราส่วนพึ่งพิงวัยชราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จึงอาจสรุปได้ว่าแนวโน้มรูปแบบการพึ่งพิงจะเปลี่ยนจากการพึ่งพิงของเด็กเป็นส่วนใหญ่ มาสู่การพึ่งพิงของผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ (ตาราง 2)
ตาราง 2 อัตราส่วนพึ่งพิงรวม อัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็ก และอัตราส่วนพึ่งพิงวัยชรา พ.ศ. 2503 – 2578
หมายเหตุ: อัตราส่วนพึ่งพิงของปี พ.ศ. 2503 – 2543 คำนวณจากสำมะโนประชากร และของปี พ.ศ. 2548 – 2578 คำนวณจากการฉายภาพประชากร
        ดัชนีอีกตัวหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงอัตราส่วนของจำนวนคนในวัยแรงงาน (อายุ 15 – 59 ปี) ต่อผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 1 คน ได้แก่ “อัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุ” (Potential support ratio: PSR) แนวความคิดของอัตราส่วนนี้คือ คนในวัยทำงานเป็นผู้ที่มีศักยภาพที่จะดูแลเกื้อหนุนผู้สูงอายุ จึงมีความหมายว่าผู้สูงอายุคนหนึ่งจะมีผู้ที่สามารถช่วยเหลือดูแลสักกี่คน
        เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ในปี พ.ศ. 2503 อัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุสูงมาก มีคนวัยทำงานถึง 12 คนที่ช่วยกันดูแลผู้สูงอายุเพียง 1 คน อัตราส่วนนี้ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และในอีก 30 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุไทยแต่ละคนจะมีคนวัยทำงานที่อาจจะช่วยในการดูแลค้ำจุนเพียง 2 คนเท่านั้น
รูป 3 อัตราส่วนค้ำจุนผู้สูงอายุของประเทศไทย พ.ศ. 2503 – 2578
สรุป
        ประชากรไทยในอนาคตเพิ่มช้าลงไปเรื่อย ๆ อีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า อัตราเพิ่มของประชากรไทยจะใกล้เคียงกับศูนย์ และอาจเป็นไปได้ว่าอัตราเพิ่มประชากรลดลงไปจนต่ำกว่าศูนย์หรือติดลบ จำนวนประชากรไทยใกล้จะถึงจุดคงตัวแล้ว เมื่ออัตราเพิ่มประชากรใกล้เคียงกับศูนย์ ประชากรก็จะมีจำนวนคงตัวที่ประมาณ 65 ล้านคน ในแต่ละปี ประชากรไทยจะไม่เพิ่มหรือลดไปจากจำนวนนี้มากนัก ประชากรไทยมีจำนวนคงตัวในระยะเวลาอีกเพียงประมาณ 15 ปีเท่านั้น
        ในขณะที่จำนวนประชากรไทยกำลังเพิ่มช้าลงนั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากรอย่างใหญ่หลวง เมื่ออัตราเกิดลดต่ำลงอย่างมากและผู้คนมีอายุยืนยาวนั้น สังคมไทยจึงกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมด หรือมีจำนวนมากถึง 16 ล้านคน เมื่อถึงเวลานั้น ประชากรสูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าประชากรวัยเด็กเสียอีก
        สัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ลักษณะการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจระหว่างประชากรวัยต่าง ๆ เปลี่ยนไป เดิมมีประชากรวัยเด็ที่ต้องพึ่งพิงประชากรวัยแรงงานมากกว่าผู้สูงอายุ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงประชากรวัยแรงงานมากกว่าเด็ก อัตราส่วนระหว่างประชากรวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุจะลดลงจนเหลือเพียง 2 ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในอีก 30 ปีข้างหน้า
        การเปลี่ยนแปลงประชากรไทยในอนาคตได้ก่อให้เกิดนัยยะเชิงนโยบายหลายประการ
        (1) การที่เด็กเกิดใหม่แต่ละปีมีแนวโน้มลดน้อยลงในอนาคตจะทำให้รัฐไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณและสามารถมุ่งเน้นที่คุณภาพของเด็กเกิดใหม่ โดยเฉพาะงานอนามัยแม่และเด็กได้มากยิ่งขึ้น
        (2) เช่นเดียวกับประชากรเด็ก ประชากรในวัยศึกษาเล่าเรียนมีแนวโน้มลดลง รัฐจะสามารถเน้นคุณภาพของการศึกษาได้ดีขึ้น
        (3) แม้จำนวนประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มที่จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในอนาคต แต่ความต้องการแรงงานในระบบเศรษฐกิจของประเทศอาจมีเพิ่มขึ้น “การนำเข้า”แรงงานจากต่างประเทศอาจเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นการจัดการแรงงานข้ามชาติให้เป็นระบบที่ดีจึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
        (4) ประชากรยิ่งมีอายุมากยิ่งเพิ่มเร็ว สังคมไทยกำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ มาตรการและโครงการที่จะเป็นสวัสดิการให้ประชากรสูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไป หรือเรื่องสุขภาพอนามัย ควรที่จะได้เริ่มกันตั้งแต่วันนี้ และจะต้องพัฒนาไปให้ทันกับการเพิ่มอย่างรวดเร็วของประชากรสูงอายุในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม. 2549. การฉายภาพประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2548 – 2568, มหาวิทยาลัยมหิดล.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. มปป. สำมะโนประชากร พ.ศ. 2503.
_____. มปป. สำมะโนประชากร พ.ศ. 2513.
_____. มปป. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2523.
_____. มปป. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2533.
_____. 2545. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543.

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มันคือศิลปะ....หรอ!!!!!


สื่อนอกตีข่าว'สาวไทยเปลือยอกวาดรูป'

ฮือฮาทั่วโลก! สื่อนอกตีข่าว'สาวใจเด็ดเปลือยอกวาดรูป' ด้าน'ปัญญา'สั่งฟันโชว์'สาวใจเด็ดเปลือยอก'พ้น'ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์' พร้อมขอโทษ ยันไม่มีการจัดฉากเรียกเรทติ้ง ขณะที่'สุกุมล' เผยคุย 'เสี่ยตา' ยันไม่ปล่อยเนื้อหาไม่เหมาะสมใน'ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนท์'

                    19 มิ.ย.55  จากกรณี "ปอนด์ ดวงใจ" หญิงสาวผู้สมัครเข้าแข่งขันรายการ Thailand′s Got Talent ซีซั่น 2 ที่เปลือยหน้าอกใช้วาดภาพโชว์ผลงานศิลปะบนเวที จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในประเทศไทย

 
                   ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศอย่าง "เดอะ ซัน"นำเสนอข่าวนี้ต่อสาธารณชนนานาชาติด้วยเช่นกัน โดยได้รายงานข่าวกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมไทย นางสุกุมล คุณปลื้ม ออกมาแสดงความไม่พอใจกับรายการดังกล่าว ที่แสดงภาพไม่เหมาะสมกับสังคมไทย
''ปัญญา''สั่งฟันโชว์'สาวใจเด็ดเปลือยอก''พ้น''ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์''
                   นายปัญญา นิรันดร์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวิร์คพอยต์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ในฐานะเจ้าของรายการไทยแลนด์ ก็อต ทาเลนท์ 2012 กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ประกวดซึ่งเป็นหญิงสาวออกมาเปลือยอกวาดภาพกลางเวที จนกระทั่งกระทรวงวัฒนธรรมต้องออกโรงมาว่ากล่าวตักเตือนเป็นการด่วนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีการจัดฉาก หรือการตกลงกันก่อนของพิธีกร และผู้ร่วมรายการเพื่อสร้างเรตติ้ง และไม่คิดว่าผู้เข้าร่วมแข่งขันจะแสดงเปลือยถึงขั้นนี้
                  "ไม่คิดว่าเขาจะทำขนาดนี้ เราก็ได้จัดการไว้แล้วว่าจะทำยังไง เพราะจะเห็นได้ว่าตอนออนแอร์เนี่ยคุณไม่ได้เห็นอะไรเลย เพราะเราเซ็นเซอร์ อยากให้ดูเจตนาว่า บริษัทเรา วัฒนธรรมมาเป็นหนึ่งอยู่แล้ว ที่เราตกใจว่าทำไมกรรมการให้ผ่าน แต่ครั้งนี้กรรมการไม่เอาลง เพราะเจตนาคืออะไร ก็เพราะเราตั้งใจปล่อยภาพที่เบนซ์ พรชิตา ไม่พอใจยาวเลย จนลุกออกจากหน้าเวที แล้วด่าจนจบรายการเลย ไม่มีการเตี๊ยม ซึ่งจะเห็นได้ว่าอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องปล่อยธรรมชาติ แต่เราก็ต้องเปรียบเทียบว่า อะไรคือเจตนา ถ้าเราสนับสนุนเราคงไม่ปล่อยภาพของเบนซ์ยาวขนาดนั้นเลย" นายปัญญา กล่าว
                    นายปัญญา กล่าวต่อว่า ที่เราเอาขึ้นมาให้เห็น เพราะเราคิดว่ามันไม่ต้องให้เห็น อย่าไปปิดบัง ว่าในสังคมไทยมันก็มี เราก็อธิบายความให้ฟัง ก็ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง เราไม่ได้จะเพิกเฉย และยืนยันว่า เขาไม่ได้ขึ้นโชว์แน่ๆ ตั้งแต่ครั้งนี้ต่อไปเราก็จะเซฟแล้ว รับรองครั้งต่อไปไม่มีอีกแล้ว ไม่ให้ขึ้นเวทีอีกเลย

“สุกุมล” เผยคุย “เสี่ยตา” ยันไม่ปล่อยเนื้อหาไม่เหมาะสมใน “ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนท์”

                    เมื่อเวลา 09.15น. นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมครม.ที่โรงแรม รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีรายการไทยแลนด์ ก๊อตทาเลนท์ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ปรากฏภาพผู้เข้าแข่งขันในลักษณะไม่เหมาะสมจากการแสดงโชว์เปิดหน้าอกวาดภาพศิลปะของ ปอนด์ หรือ น.ส.ดวงใจ จันทร์เสือน้อย อายุ 23 ปี จากจ.แพร่ ผู้เข้าแข่งขันรายการ ในวันที่17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ได้มีการพูดคุยกับทางผู้จัดรายการแล้ว โดยทางผู้จัดรายการได้ยอมรับว่าตั้งใจเสนอภาพดังกล่าวจริง และผ่านการเซนเซอร์แล้วแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นภาพที่ออกมาก็ยังมีความชัดเจนในรูปร่างสรีระ ในส่วนของความเหมาะสมนั้นคงไม่เหมาะสม เนื่องจากสังคมไทยเราเป็นสังคมที่มีวัฒนะธรรมที่อาจจะแตกต่างกับต่างชาติเพราะฉะนั้นเรื่องตรงนี้สำหรับคนไทยเชื่อว่ารับไม่ได้ และก็ได้มีการชี้แจงถึงผู้จัดเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติต่อไป ซึ่งทางผู้จัดเองก็ยืนยันมาว่าภาพลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมีการกวดขันในเรื่องของเซนเซอร์มากขึ้น ภาพบางภาพที่ไม่สมควรออกอากาศก็จะต้องมีการตัดออกไป
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า คอนเซปรายการยังเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับความกล้าในการแสดงออกเพื่อชัยชนะอยู่จะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกหรือไม่ นางสุกุมล กล่าวว่า ความกล้าตรงนี้ก็คงจะเน้นในเชิงสร้างสรรค์มากกว่า สำหรับความกล้าที่ออกมาแล้วมีผลกระทบภาพรวมกับสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน เนื่องจากมีภาพลักษณะนี้ออกไปแล้วก็มีการพูดถึงในสื่อต่างๆเรื่อยๆตรงนี้ก็เป็นห่วงในส่วนของเยาวชน เพราะอาจจะคิดว่าการแสดงออกลักษณะนี้เป็นที่น่าสนใจแล้วก็ดึงดูดความสนใจของคนรอบข้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะพูดถึงแนวทางปฏิบัติมากกว่า จะไม่พูดถึงตัวบุคคลแล้ว เพราะอยากจะให้หาแนวทางกันว่าเราจะทำยังไง เพราะว่า รายการลักษณะนี้ถือว่าเป็นรายการที่สร้างสรรค์ แล้วก็มีผลกระทบก็คือมุ่งเน้นให้เยาวชนออกมาแสดงออกและมีความคิดสร้างสรรคแต่เมื่อมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นเราก็คงจะต้องมีการปรับ
                      เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกับผู้จัดหรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีเจตนาปล่อยภาพในลักษณะนี้ออกอากาศจนกระทั่งเกิดปัญหาตามมา นางสุกุมลกล่าวว่า ทางผู้จัดได้ให้คำตอบมาว่าอยากจะนำเสนอถึงเนื้อหาว่ากรรมการคือคุณเบนซ์ (พรชิตา ณ สงขลา) ตักเตือนกับผู้เข้าแข่งขันว่าการแสดงดังกล่าวไม่เหมาะสมและไม่ควรจะนำมาแสดงในรายการ
                      เมื่อถามว่า ถ้าทางรายการยังฝ่าฝืนอยู่จะมีการคาดโทษอะไรหรือไม่ นางสุกุมล กล่าวว่า ตรงนี้ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม เรามีส่วนในการที่จะรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนแล้วก็ทำหน้าที่ๆจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบซึ่งเราก็ได้ทำหน่าที่ของเราแล้ว สำหรับในส่วนอื่นๆเราไม่ได้มีอำนาจที่จะไปดำเนินการหรือติเตียนได้ โดยทำได้ในลักษณะของการขอความร่วมมือ ซึ่งก็ได้คุยกับ นายปัญญา นิรันดร์กุล เจ้าของบริษัท เวิร์คพ้อยท์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด  แล้วก็ได้รับการยืนยันมาว่า ที่ผ่านมาถือว่ารายการสนับสนุนในเรื่องของวัฒนธรรมมาโดยตลอดและเน้นย้ำสนับสนุนในเรื่องของการแสดงโดยสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นนายปัญญา เองก็บอกว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
                       นางสุกุมล กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามจากนี้ไปทางสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักปลัด กระทรวงวัฒนธรรมเองก็คงต้องทำงานให้รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น ไม่ใช่วิ่งตามปัญหา ซึ่งในสัปดาห์นี้จะเรียกประชุมสำนักเฝ้าระวังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่า มีอำนาจแค่ไหน และมีการดำเนินการอย่างไร ดูว่ากรอบอำนาจของเรามีแค่ไหน อย่างกรณีของเลดี กากา นักร้องชื่อดังก้องโลกนั้น หลังเกิดการร้องเรียนเข้ามาก็ทำหนังสือส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในวันที่ 8 มิ.ย. หลังการจัดแสดงประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ก็ถูกมองว่าปัญหามันล่วงเลยเวลามาพอสมควร ก็ต้องมีการปรับ

..................................
(หมายเหตุ : คลิปรายการ http://www.youtube.com/watch?v=sDlOxMLk_bY&feature=player_embedded)
ดังอีก!สาวใจเด็ดใช้อกวาดภาพ-'วธ.'เรียกผู้จัดแจง --> http://www.komchadluek.net/detail/20120618/133074/ดังอีก!สาวใจเด็ดใช้อกวาดภาพ'วธ.'เรียกผู้จัดแจง.html

น้ำท่วมสุโขทัย


'ปู'สะอื้นมอบเงินเหยื่อน้ำท่วมสุโขทัย

"ยิ่งลักษณ์" น้ำตาคลอมอบเงินเหยื่อน้ำท่วมสุโขทัย สั่งผู้ว่าฯให้มาเยี่ยมบ่อยๆ กทม.เปิดเวทีประชุมวิกฤติภัยพิบัติเมืองใหญ่ "สุเมธ" เผย "ในหลวง" มีพระราชดำรัสบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นถึงปลาย พร้อมเปิดเว็บเฝ้าระวัง

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 16.30 น.13 มิ.ย. 2555 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  และคณะได้เดินทางไปที่ ต.ยางซ้าย อ.เมือง จ.สุโขทัย เพื่อติดตามสถาณการณ์อุทกภัยในพื้นที่ซึ่งความเสียหายในพื้นที่ต.ยางซ้าย และต.ปากพระ  รวม 1,381 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายวัย 61 ปี โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัยพร้อมมอบเงินกับญาติผู้เสียชีวิตเพื่อใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา 25,000 บาท ภายหลังการมอบเงินนายกฯได้พูดคุยกับญาติที่เป็นหญิงชราและน.ส.ยิ่งลักษณ์ถึงกับน้ำตาคลอพร้อมหันไปบอกผู้ว่าสุโขทัยว่าให้มาเยี่ยมป้าบ่อยๆ

               ทั้งนี้เมื่อเวลา 13.10 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะ ได้เดินทางไปยังพื้นที่อำเภอบางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อติดตามความคืบหน้าของ "บางระกำโมเดล" โดยเริ่มที่โครงการแก้มลิงบึงข้ีแร้ง ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อติดตามความพร้อมการแก้ปัญหาน้ำท่วมโครงการบึงขี้แร้ง โครงการขุดคลองเมม-คลองบางแก้ว และ ประตูระบายน้ำบางแก้ว โดยมีนายชัย โรจน์ มีแดง ผวจ.พิษณุโลก และนายบรรดิษฐ์ อินต๊ะ ผอ.ชลประทานจังหวัด พิษณุโลก บรรยายสรุป
    
ตรวจบางระกำโมเดลจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขุดลอกบึ้ง
               ทั้งนี้โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมจ.พิษณุโลกมี 12 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 806 ล้านบาท สำหรับบึงขี้แร้งใช้งบประมาณก่อสร้าง 47.21 ล้านบาท มีพื้นที่ 260 ไร่ แต่มีปัญหาการบุกรุกพื้นที่ทำให้สามารถขุดบึงได้เพียง 167 ไร่ เก็บน้ำได้ 1.73 ล้านลบ.ม. ขณะนี้ดำเนินการ ขุดได้ 15% กำหนดแล้วเสร็จในเดือนต.ค.55 หรือภายในงบปี 2555 แต่คาดว่าจะเร่งดำเนินการให้เสร็จในเดือนส.ค.นี้
               น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยากจะขอให้เร่งดำเนินการโครงการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนส.ค. ส่วนปัญหาการบุกรุกพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติของประชาชนในพื้นที่จ.พิษณุโลก ขอให้กระทรวงมหาดไทยกับผวจ.พิษณุโลก ไปสำรวจพื้นที่อีกครั้ง โดยเฉพาะบึงขี้แร้งเพื่อจะได้ของบฯดำเนินการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสถานที่พักผ่อนให้กับประชาชนในระยะยาวเป็นเฟสที่ 2 ในพื้นที่ที่เหลือได้

"สุเมธ"เผย"ในหลวง"มีพระราชดำรัสบริหารจัดการน้ำ
               นอกจากนี้เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ เขตราชเทวี พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ  รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดการประชุมองค์กรเครือข่ายเมืองใหญ่ของเอเชีย 21 The Asian Network of Major Cities 21 หรือ ANMC 21 ซึ่ง กทม.ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมโครงการร่วม Network for Crisis Management ระหว่างวันที่ 12 - 15 มิ.ย. ภายใต้หัวข้อเกี่ยวกับประสบการณ์ในการจัดการภาวะวิกฤตของเมืองใหญ่ “The Experience of Crisis Management in Major Cities” อาทิ แผ่นดินไหว โคลนถล่ม น้ำท่วม และสึนามิ เป็นต้น โดยในปีนี้มีเมืองสมาชิกเข้าร่วมการประชุมจำนวน 8 เมือง จาก 11 เมืองสมาชิก ได้แก่ กรุงเดลี ไทเป กรุงกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ กรุงมะนิลา กรุงโซล กรุงโตเกียว กทม. และอูลานบาตอร์ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในเรื่องการจัดการภัยพิบัติในเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นระหว่างกทม. และเมืองสมาชิก นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นๆ เข้าร่วมฟังการประชุมด้วย อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย จ.นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย มูลนิธิร่วมกตัญญู และมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง
               นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พระอัจฉริยภาพเรื่องการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ว่า ปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้จนทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสไว้ว่าการบริหารจัดการน้ำจะต้องทำอย่างเป็นระบบ โดยต้องดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งในพื้นที่ต้นน้ำจะต้องดูแลรักษาป่าไม้ไม่ให้ถูกทำลาย เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้ำจะอยู่ในป่าประมาณ 15 - 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้จะต้องมีการทำแก้มลิง เพื่อกักเก็บน้ำส่วนที่เกินมาใช้ในฤดูแล้งได้ รวมถึงการทำฝายชะลอน้ำซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้น้ำไหลช้าลง และเมื่อน้ำอยู่ในป่าหรือดินที่แห้งแล้งก็สามารถทำให้ดินชุ่มชื้นขึ้น เมล็ดพันธุ์ที่อยู่ใต้ดินก็จะสามารถกลับฟื้นชีวิตขึ้นมาได้ 
               นายสุเมธ กล่าวต่อว่า ส่วนการบริหารจัดการน้ำในช่วงกลางน้ำจะต้องทำในผืนป่าเศรษฐกิจ เช่น สวนผลไม้ สวนผักต่างๆ เพราะพื้นที่ป่าเศรษฐกิจจะทำหน้าที่เหมือนป่าเช่นเดียวกัน โดยคนก็ต้องคำนวณการใช้น้ำอย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างเขื่อนซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ แต่ต้องดูถึงความเหมาะสม ความคุ้มค่าและไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ขณะที่พื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่พบว่าจะมีขยะและน้ำเสียเป็นจำนวนมาก จะต้องมีการบำบัดน้ำเสีย การใช้กังหันชัยพัฒนา รวมถึงการปลูกป่าโกงกาง ซึ่งต้องมีการบริหารการจัดการให้เป็นระบบโดยพึ่งพาธรรมชาติและใช้สติปัญญาของคนในการบริหารจัดการให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ระหว่างคนและธรรมชาติ สิ่งก่อสร้างต่างๆก็ควรสร้างให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วย
               “ปัญหาใหญ่อยู่บนภูเขา ถ้ายังมีการตัดไม้ทำลายป่า ยังไงก็แก้ไม่หมด ซึ่งเราไม่สามารถเป็นเจ้านายธรรมชาติได้  โดยเรามีหลักในการสู้กับธรรมชาติคือการป้องกัน หรือ การหนี เหมือนบางเมืองในต่างประเทศที่มีการย้ายเมืองหลวงเลย แต่ในหลวงทรงพยายามแนะให้เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้โดยสิ่งปลูกสร้างจะต้องสร้างให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น การสร้างบ้านสูงๆ  เป็นต้น”ดร.สุเมธ กล่าว
               ขณะเดียวกัน กทม.ได้เปิดเว็บไซต์ศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังปัญหาอุทกภัย กทม. ภายใต้ชื่อ BKKFLOODWATCHhttp://www.bangkokgis.com/bkkfloodwatch/

ผู้แทนพระองค์มอบถุงพระราชทานน้ำท่วมพังงา

               เมื่อเวลา 14.00 น.ที่อาคารเอนกประสงค์โรงเรียนเสนารังสรรค์ ในเขตเทศบาลเมืองตะกั่วป่า จ.พังงา มรว.สมลาภ กิตติยากร เลขานุการในพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ เป็นผู้แทนพระองค์เดินทางมามอบถุงพระราชทานให้กับราษฎรที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองตะกั่วป่า จำนวน 160 ชุด และถวายถุงยังชีพให้กับพระภิกษุสงฆ์ที่ประสบอุทกภัยภัย จำนวน 60 รูป

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

GIS


GIS A Computerized database management system

GIS A Computerized database management system
       " GIS A Computerized database management system for capture storage retrieval analysis and display of spatial  ( locationally defined ) data
" ( NCGIA : National Center Geographic Information and Analysis, 1989 )

GIS การจัดการฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจับภาพ  การดึง  การวิเคราะห์ 
 เรียกข้อมูล    การวิเคราะห์และการแสดงเชิงพื้นที่ (ตามที่กำหนดทางพื้นที่)
"(NCGIA : ศูนย์สารสนเทศภูมิศาสตร์และการวิเคราะห์แห่งชาติ 1989)

  National center for Geographic Information and Analysis (NCGIA)
     ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา   เทคโนโลยีด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างมาก หน่วยงานจำนวนนับไม่ถ้วนนำเอาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไปประยุกต์ใช้   ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นผลให้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นเทคโนโลยีที่เจริญเติบโตเร็วที่สุด   ในบรรดาเทคโนโลยี    ที่นำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งาน
       เหตุผลที่ทำให้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เจริญเติบโตได้รวดเร็วนั้น    อาจเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีนี้นำไปประยุกต์ใช้ได้ผลในงานต่าง ๆ มากมาย   แล้วก็เกิดขึ้นในช่วงที่มีความต้องการอย่างรุนแรงด้วย       จะเห็นได้ว่าปัจจุบันการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่กำลังประสบอยู่       ทุกหนแห่ง  อันที่จริงสารสนเทศที่ต้องการการจัดการอย่างถูกวิธีเกือบทั้งหมดในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ล้วนแล้วแต่มีรูปลักษณะเชิงพื้นที่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว   สิ่งที่เราทั้งหลายทำก็เพียงนำเอาเทคโนโลยีนี้มาเพื่อช่วยตอบปัญหาต่าง ๆ ซึ่งกำลังเป็นที่สงสัยกัน   การจะดูว่าเทคโนโลยีใดใช้งานได้ผลก็คงจะเป็นตอนที่มี       การนำเอาเทคโนโลยีนั้นไปใช้งานจริง ๆ   บางทีการนำเอาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นี้ไปใช้ช่วงสงครามคูเวตที่เพิ่งผ่านไป อาจจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนี้ได้อย่างดีที่สุด   การทดสอบที่มีชีวิตเป็นเดิมพันเช่นนี้ คงพอจะเป็นตัวชี้ให้เห็นชัดถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
นอกจากประเทศต่าง ๆ มากมายจะเห็นถึงคุณประโยชน์ของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นี้แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่นอีกหลายหน่วยงานที่เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้และได้นำไปใช้แล้ว   มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ระดับชาติขึ้นถึง แห่งได้แก่  ในประเทศแคนาดา     (Institute for GIS in Education, IGISE) ในอเมริกา (National Center for Geographic Information and Analysis, NCGIA) และในอังกฤษ (RRL, Regional Research Laboratories) เพื่อทำหน้าที่ในการเผยแพร่เทคโนโลยีในด้านนี้
สำหรับในประเทศไทย เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ มีความตื่นตัวอย่างมากในการนำเอาเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไปใช้   แม้จะรู้ว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องของประเทศ   การจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างที่กล่าวนั้น ยังคงต้องการความช่วยเหลือและคำแนะนำที่ดี    สถานะของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในประเทศไทยยังอยู่เพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น     การจะปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่บกพร่องอยู่ยังเป็นไปได้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ได้มีการจัดทำแผนแม่บท เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาใช้ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้    การศึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แห่งชาติ โดยจะกล่าวถึงแผนปฏิบัติการระยะ ปี ไว้ในรายงานฉบับนี้
ในการจะวางแผนให้หน่วยงานใด จะต้องพิจารณาว่าแผนที่ออกมานั้นหน่วยงานจะยอมรับและนำไปปฏิบัติได้หรือไม่   เป็นการยากที่จะได้รูปแบบของหน่วยงานอย่างที่ต้องการทุกประการ   องค์ประกอบของเศรษฐกิจโดยรวมเป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการจัดรูปแบบของหน่วยงาน   รัฐบาลสามารถรองรับความต้องการนั้นได้หรือไม่   คำถามยังคงมีต่อในกรณีที่มีการเปลี่ยนคณะผู้บริหาร ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการดำเนินงานของหน่วยงานนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ   เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการ โดยมีการกำหนดหน้าที่หลักของหน่วยงานให้มีบทบาทที่เด่นชัด
รูปแบบที่มีการนำมาปฏิบัติคือ ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการเผยแพร่เทคโนโลยีมีลักษณะเป็นศูนย์       ศูนย์สามารถจะ ควบคุม กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งด้านวิจัย ดำเนินการ การจัดสรรงบประมาณ              การประสานงาน และอื่นๆ ได้ทั้งหมด แม้จะมีข้อดีอยู่หลายประการ   แต่การจัดหน่วยงานในลักษณะของศูนย์แบบนี้ก็ยังมีข้อเสียคือจะมีการดึง อำนาจ ที่เคยเป็นของหน่วยงานภายใต้ดำเนินการในข้อมูลต่างๆ มารวมอยู่ที่ศูนย์   ซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น
รูปแบบอีกอย่างที่อาจจะเหมาะสมกับลักษณะของคนไทย   คือ การเจรจาสร้างความตกลงร่วมกันของทุกๆ หน่วยงาน ซึ่งนับว่าสำคัญมากในการทำงานแบบเครือข่ายที่ให้ความสำคัญงานต่างๆ เท่าเทียมกัน ผลที่ออกมาจะอยู่ในลักษณะของความร่วมมือกันมากกว่าเป็นของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งจะสามารถตอบสนองต่อกลุ่มผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีและเข้าใจการทำงานในทุกๆขั้นตอนอย่างแจ่มชัด
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับหน่วยประสานงานหลัก ควรจะอยู่ภายใต้กระทรวงที่มีหน้าที่ในการเผยแพร่เทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการพลังงาน (Ministry of Science, Technology and Energy - MOSTE) มีนโยบายและบทบาทที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานต่างๆฉะนั้นแล้วจึงเป็นสถานที่น่าจะเหมาะสมที่สุด
 อ้างอิงจาก
http://www.tdri.or.th/n17_abs.html

การบ้าน วันที่ 15 มิถุนายน 2555