วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาพถ่ายดาวเทียมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำฮอร์ตัน

ภาพถ่ายดาวเทียมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำฮอร์ตัน (Horton River Delta) ในแคนาดา แม่น้ำฮอร์ตันไหลจากทิศใต้ขึ้นไปทางเหนือ (ล่างขึ้นบน) ตรงส่วนนี้พื้นที่มีความลาดชั้นน้อย ทำให้แม่น้ำเกิดการโค้งตวัด เมื่อโค้งไปโค้งมาอยู่ดีๆ ก็โค้งไปเจอทะเลซะงั้น ทำให้น้ำและตะกอนไหลออกทะเลหมดกลายเป็นดินดอนสามเหลี่ยม (เนินทรายรูปพัดด้านขวามือ)

เมื่อแม่น้ำตัดเข้าสู่ทะเล ทำให้ส่วนที่เหลือด้านบนถูกละทิ้ง กลายเป็นหนองน้ำที่ยังคงแส
ดงร่องรอยเส้นทางของแม่น้ำอยู่ เรียกว่า ทะเลสาบรูปแอกวัว (Oxbow lake)

คำถามที่เกิดตามมาก็คือว่า การไหลตัดเข้าสู่ทะเลของแม่น้ำฮอร์ตันเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

หลักฐานภาพวาด ช่วงปีพ.ศ.2368-2370 พบว่ามีดินดอนสามเหลี่ยมเกิดขึ้นแล้ว แสดงว่าแม่น้ำฮอร์ตันจะต้องตัดเข้าสู่ทะเลก่อนหน้านั้นแล้ว

อีกวิธีคือหาอายุซากต้นใต้ในส่วนที่แม่น้ำถูกละทิ้ง โดยมีสมมติฐานว่าก่อนที่แม่น้ำจะตัดออกสู่ทะเล แม่น้ำได้พัดพาเอาเศษซากต้นไม้จากต้นทางไปตกสะสมตามเส้นทางที่แม่น้ำไหลไป ดังนั้นอายุของต้นไม้ที่อ่อนที่สุดที่พบน่าจะบ่งบอกช่วงเวลาสุดท้ายที่แม่น้ำไหลผ่านได้ ซึ่งข้อมูลจากวงปีของต้นไม้ที่อายุน้อยที่สุดบ่งบอกได้ว่า ก่อนปีพ.ศ.2183 แม่น้ำฮอร์ตันยังคงไหลปกติ

สุดท้ายคือการศึกษาอัตราการสะสมตัวของชั้นตะกอนในดินดินสามเหลี่ยม โดยสมมติว่ามีอัตราการสะสมตัวของตะกอนคงที่ สรุปได้ว่า การก่อตัวเป็นดินดอนสามเหลี่ยมครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปีพ.ศ.2293

จากข้อมุลแผนที่พบว่าดินดอนสามเหลี่ยมมีการขยายใหญ่ขึ้นในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา แต่ภายหลังในปัจจุบันน้ำทะเลลุกล้ำเข้ามามากขึ้น นั่นหมายความว่าอัตราการตะสะสมตัวของตะกอนน้อยกว่าอัตราการกัดเซาะของน้ำทะเล

มาตราส่วน ดินดอนสามเหลี่ยมกว้างประมาณ 3 กิโลเมตร

ตำแหน่งภาพ http://goo.gl/maps/8LzHg
ฟรี โปสเตอร์การเกิดแม่น้ำโค้งตวัด http://flic.kr/p/c4HHCo
ข้อมูล http://earthobservatory.nasa.gov/IOTD/view.php?id=79044
Photo credit : NASA









ที่มา 
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151215859754274&set=a.185043244273.153660.113625949273&type=1&theater

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

น้ำตก Litlanesfoss

น้ำตก Litlanesfoss ในไอซ์แลนด์ เป็นน้ำตกที่ไหลผ่านหินบะซอลต์รูปแท่ง (columnar basalt) ที่เกิดจากการเย็นตัวอย่างช้าๆ ของลาวาในช่วงไม่ถึง 20 ล้านปี

ไอซ์แลนด์ เป็นเกาะกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ตรงแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ (ทิศตะวันตก) และแผ่นยูเรเชีย (ทิศตะวันออก) โดยแผ่นเปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนที่แยกออกจากกัน

นอกจากนี้ตรงตำแหน่งที่ตั้งของไอซ์แลนด์ยังจุดที่มีการปลดปล่อยความร้อนจากใต
้โลกที่เรียกว่า Hotspot เหมือนหมู่เกาะฮาวาย ทำให้ไอซ์แลนด์มีภูเขาไฟมีพลังและน้ำพุร้อนหลายจุด


วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์จากดาวเทียมสำรวจทรัพยากร

ประโยชน์จากดาวเทียมสำรวจทรัพยากรในสาขาต่างๆ โดย นายแก้ว นวลฉวี และนางสิรินทร์ ช่วงโชติ          ข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจทรัพยากรได้เอื้ออำนวยประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานราชการต่างๆ ในการนำเอาข้อมูลไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ  ซึ่งพอยกตัวอย่างได้ เช่น  กรมวิชาการเกษตร  กรมป่าไม้ กรมพัฒนาที่ดิน กรมทรัพยากรธรณี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  กรมชลประทาน  กรมแผนที่ทหาร  สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นอาทิ  รวมไปถึงมหาวิทยาลัยทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยได้มีการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมสำรวจทรัพยากรในสาขาต่างๆ ดังนี้
          ด้านป่าไม้          กรมป่าไม้ได้นำข้อมูลจากดาวเทียม ไปใช้ศึกษาพื้นที่ป่าไม้ทั้งประเทศ  และติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้   โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร  การสำรวจหาพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์และป่าเสื่อมโทรมทั่วทั้งประเทศ   การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมศึกษาหาบริเวณพื้นที่ที่สมควรจะทำการปลูกสร้างสวนป่าทดแทนบริเวณป่าที่ถูกบุกรุกแผ้วถางทั่วประเทศ   การศึกษาหาสภาพการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ทุกระยะ  ๓ ปี  นอกจากนี้ยังมีโครงการร่วมกันในระหว่างหน่วยงานต่างๆ  เช่น การร่วมมือกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  และองค์การต่างประเทศ  ทำการศึกษาและวิจัยงานด้านป่าไม้โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเหมาะสมอาจใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วยหรือทำการวิเคราะห์ด้วยสายตา หรือทั้งสองวิธีรวมกัน
          ด้านการใช้ที่ดิน          ด้วยเหตุที่การใช้ที่ดินในประเทศไทย ได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ โดยมนุษย์เป็นผู้กำหนดลักษณะการใช้ที่ดินว่าจะเป็นไปในลักษณะใด  เช่น  การทำเกษตรกรรม  การก่อสร้างอาคารบ้านเรือน  หรือการสร้างสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น  ดังนั้นข้อมูลจากดาวเทียมจึงถูกนำมาใช้โดยกรมพัฒนาที่ดิน  เพื่อใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดิน  ตลอดจนการจัดทำแผนที่แสดงขอบเขตการใช้ที่ดินแต่ละประเภท   การนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ดำเนินกรรมวิธีการวิเคราะห์ทั้งสองแบบ  คือการแปลด้วยสายตา  และการใช้คอมพิวเตอร์ช่วย   ทำให้ได้ผลที่ดีและเป็นที่เชื่อถือได้  โครงการทางด้านการใช้ที่ดินที่ได้ทำไปแล้วมีหลายโครงการ   ทำการศึกษาโดยหน่วยงานราชการและมหาวิทยาลัยต่างๆ  โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม  การประเมินการชะล้างพังทลายของดินบริเวณบางส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำจังหวัดเชียงใหม่  โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมSPOT และ LANDSAT เป็นต้น
          ด้านการเกษตร          การใช้ข้อมูลดาวเทียมด้านการเกษตรส่วนใหญ่ใช้ศึกษาพื้นที่เพาะปลูก  ความชื้นในดินการเปลี่ยนแปลงบริเวณเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจการประเมินความเสียหายจากศัตรูพืช   เป็นต้น ซึ่งต้องใช้ข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์และมีความต่อเนื่องประกอบด้วย  ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่  คือ ดาวเทียม  LANDSAT ระบบ TM  ดาวเทียม SPOT และ MOS-๑ ที่ให้ข้อมูลรายละเอียดสูง  จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมยิ่งขึ้น  และเนื่องจากมีการถ่ายภาพซ้ำที่เดิมทุกๆ  ๑๘  วันของดาวเทียม LANDSAT  และทุกๆ  ๑๖ วันของดาวเทียม SPOT ทำให้สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของภาพบริเวณเดียวกัน ซึ่งถ่ายภาพต่างวันและต่างฤดูกันได้
          กรมวิชาการเกษตร  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  ได้นำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมLANDSAT ติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่นาข้าวภาคกลาง   ศึกษาหาผลิตผลของข้าวการสำรวจพื้นที่ปลูกยางพาราของประเทศไทยการศึกษาความเป็นไปได้ของการประมาณพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันในบริเวณภาคใต้และการกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพของการเกษตรโดยการแปลภาพจากดาวเทียม SPOT ด้วยสายตา

ที่มา http://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?q=%BB%C3%D0%E2%C2%AA%B9%EC%A8%D2%A1%B4%D2%
C7%E0%B7%D5%C2%C1%CA%D3%C3%C7%A8%B7%C3%D1%BE%C2%D2%A1%C3%E3%B9%CA%D2%A2%D2%B5%E8%
D2%A7%E6&select=1 

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

โครงการสร้างความตระหนักด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ



โครงการสร้างความตระหนักด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
ความเป็นมา/หลักการและเหตุผล
เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ มีบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทัดเทียมนานาประเทศ ปัจจุบันมีการนำข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประกอบการตัดสินใจ การวางแผนและการประยุกต์ในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมรวมถึงภัยพิบัติ
ในฐานะที่ สทอภ. เป็นหน่วยงานกลาง ที่มีภารกิจหลักคือ พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ให้เป็นความรู้ที่ไร้พรมแดน เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม บริการให้คำปรึกษาและพัฒนาบุคลากร  รวมทั้งศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อให้มีการพัฒนาวิชาการในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง สทอภ. มีดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS    ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทย และขณะนี้ดาวเทียม THEOS ได้เข้าสู่    วงโคจรเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 และประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตพัฒนาประเทศและสร้างเสริมความรู้ความคิดของประชาชนทางด้านวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเร่งผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ให้มีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ  ตลอดจนพัฒนาเส้นทางอาชีพเพื่อรักษาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้ในท้องถิ่นของตน  รวมทั้งจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ขั้นสูงจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่บุคลากรไทย ตลอดจนเร่งรัดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ให้มีความสมดุลของการใช้ประโยชน์ การถือครอง และการอนุรักษ์ฐานทรัพยากร ที่ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทรัพยากรธรณี และทรัพยากรอื่นๆในท้องถิ่น โดยการใช้ระบบภูมิสารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสร้างความตระหนักให้ชุมชนเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย
2. เพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศและเป็นแหล่งสาธิตการประยุกต์ใช้และส่งเสริมการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ในระดับชุมชน
3. เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการดำเนินการพัฒนาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ในประเทศไทย
พื้นที่ดำเนินการ
อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. คนในชุมชนสามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศกับทรัพยากรในท้องถิ่น เกิดการเรียนรู้และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์
2. ศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ระดับชุมชน
3. การมีส่วนร่วมของเยาวชน ครู อาจารย์ และคนในชุมชน ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
4. การมีเครือข่ายการเฝ้าระวังทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างชุมชนและกลุ่มเครือข่ายอื่น ๆ


วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

Pulpit Rock ผาสูงสุดเสียว


Pulpit Rock ผาสูงสุดเสียว สุดยอดแหล่งท่องเที่ยวสไตส์ amazing unseen world ประเทศนอร์เวย์



Pulpit Rock หรือ Preikestolen ผาสูงสุดเสียว อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวอันท้าท้ายและดึงดูดใจแห่งRyfylke ประเทศนอร์เวย์ ด้วยความสูง 1,982 ฟุต (604 เมตร) จากระดับน้ำทะเล พื้นที่ส่วนบนของหน้าผาเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณ 82 x 82 ฟุต (25 x 25 เมตร)
Pulpit Rock ประเทศนอร์เวย์



การเดินทางไปสัมผัส Pulpit Rock ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ด้วยการเดินเท้าดั้นด้นลัดเลาะขึ้นไปตามเขา ซึ่งสลับความยากง่ายไปตามพื้นที่ ระยะทางโดยรวมประมาณ 3.8 กิโลเมตร ในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวมาเยือนผาสูง Pulpit Rock แห่งนี้ถึง 130,000 คน



ทิวทัศน์อันงดงาม มุมมองจากผาสูง Pulpit Rock
Pulpit Rock
อีกหนึ่งความเสียวอันท้าทายที่ Pulpit Rock ประเทศนอร์เวย์
ยามหมอกลง Pulpit Rock ถือเป็นที่เอนกายรับอากาศบริสุทธิ์แห่งหนึ่ง
เชื่อว่าภาพแบบนี้จะฮิตที่ Pulpit Rock
Pulpit Rock อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง

ที่มา : izismile.com  , mthai.com

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

พิชิตขั้วโลกใต้


พิชิตขั้วโลกใต้ ตอนอามุนเซนกับชัยชนะ






สวัสดีครับ  เพื่อนๆ  เมื่อตอนที่แล้วผมได้นำเสนอสกู๊ป พิชิตขั้วโลกใต้เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา  และผมได้เขียนไว้ว่าจะนำเรื่องราวในรายละเอียดว่า "ทำไมอามุนเซนจึงชนะสก๊อต" และเผอิญมีเพื่อนบางท่านอยากอ่านเรื่องราวต่อ  วันนี้ก็ได้เรียบเรียงในรายละเอียดของการวางแผนการเดินทาง, การเตรียมเสบียง, รวมถึงการใช้สุนัขลากเลื่อนที่มีบทบาทสำคัญของอามุนเซนในการพิชิตขั้วโลกใต้ได้สำเร็จ ลองมาอ่านดูนะครับ
ในเดือนกันยายน ค.ศ.1909 Roald Amundsen ได้แวะไปเยี่ยม Fridtjof Nansen ที่บ้านในกรุง Oslo ประเทศนอร์เวย์ (Nansen เป็นนักสำรวจที่มีชื่อเสียงที่สุดขณะนั้น ในฐานะผู้เดินทางข้ามเกาะ Greenland ด้วยสกีได้สำเร็จเป็นคนแรกในปี 1888 และต่อมาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 1922 จากการจัดตั้งองค์การบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในสงครามโลกครั้งที่ 1) เพื่อขอยืมเรือ Fram ที่ Nansen เคยใช้ในการเดินทางไป Greenland และสำรวจทวีปอาร์กติก เพราะ Fram ได้รับการออกแบบให้ลอยตัวขึ้นเวลาถูกภูเขาน้ำแข็งบีบอัด จึงทำให้เรือไม่แตก โดย Amundsen ให้เหตุผลว่า ตนประสงค์จะใช้ Fram เดินทางไปขั้วโลกเหนือ
      
        แม้ Nansen จะไม่รู้สึกเป็นเพื่อนที่สนิทชิดชอบกับ Amundsen มาก แต่ก็รู้ว่า Amundsen เป็นคนมีความสามารถและวิญญาณของนักสำรวจเต็มตัว ดังนั้นจึงอนุญาตให้นักสำรวจหนุ่มผู้มีอายุน้อยกว่า 11 ปี ยืม Fram ไป นอกจากเหตุผลข้อนี้แล้ว Nansen เองก็รู้สึกว่าตนกำลังวุ่นวายยุ่งกับการทำงานการเมืองจนไม่มีเวลาจะใช้เรือ Fram อีกแล้วในอนาคต
      
        หลังจากที่ได้ Fram Amundsen ก็เริ่มวางแผนการเดินทาง โดยในเบื้องต้นเขาต้องหาทุนสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ ทั้งในอังกฤษและอเมริกา หลังจากที่ได้เงินทุนบ้างแล้ว รัฐสภาของนอร์เวย์ก็ได้อนุมัติเงินเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้น Amundsen จึงนำบ้านของตนไปจำนำ จึงได้ก้อนเงินตามที่ต้องการสำหรับซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อใช้ในการเดินทางไปขั้วโลกเหนือในราวเดือนมกราคม ค.ศ.1910
      
        แต่เมื่อ Amundsen ได้ทราบข่าวว่า Robert Peary ได้เดินทางถึงขั้วโลกเหนือแล้วตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ค.ศ.1909 ความฝันของ Amundsen ก็สลายทันที แต่เขารู้สึกซึมเศร้าไม่นาน ก็มีอารมณ์ดีขึ้นเพราะได้ความคิดจะเดินทางไปขั้วโลกใต้เป็นคนแรกแทน และคิดจะไม่บอกใครใดเลย เรื่องการเปลี่ยนแผนการเดินทาง เพราะตนได้บอกทุกคนที่สนับสนุนรวมทั้ง Nansen ว่าตั้งใจจะไปขั้วโลกเหนือ ซึ่งถ้าเปลี่ยนแผนตนก็อาจต้องคืนเงิน ดังนั้น เมื่อหนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษฉบับวันที่ 13 กันยายน 1909 ลงข่าวว่า Robert Scott กำลังจะเดินทางไปขั้วโลกใต้เป็นคนแรก Amundsen ก็ตระหนกตกใจอีกและตระหนักทันทีว่า เขากำลังจะมีคู่แข่งที่น่ากลัว จึงคิดเก็บแผนเดินทางไปขั้วโลกใต้ของตนเป็นความลับให้นานที่สุด เพราะถ้า Scott รู้ เขาก็จะรีบออกเดินทางเพื่อให้ถึงขั้วโลกใต้ก่อน

        Amundsen เริ่มเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ อุปกรณ์เดินเรือ วัสดุซ่อมเรือและซ่อมเลื่อน อาหารของคณะสำรวจตลอดเส้นทางทั้งขาไปและกลับ รวมทั้งอาหารสำหรับสุนัขลากเลื่อน และที่สำคัญ คือ คณะเดินทางซึ่งต้องเลือกอย่างระมัดระวัง และด้วยการสัมภาษณ์ และทดสอบความสามารถ ในที่สุด Amundsen ก็เลือกลูกทีมได้ 19 คน โดยมี Hjalmar Johansen เป็นคนหนึ่งในคณะเดินทาง สำหรับ Johansen ผู้นี้เป็นคนมีประสบการณ์เดินทางกับ Nansen มาแล้วในอดีต และมีความสามารถสูงในการควบคุมสุนัขลากเลื่อนที่มีจำนวนมากถึง 97 ตัวได้ เพราะ Amundsen เชื่อว่า สุนัข Greenland เป็นสัตว์ที่มีความอดทนสูงและสามารถต่อสู้กับความหนาวขั้วโลกได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงเชื่อมากว่าสุนัขจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จ
      
        หนึ่งวันก่อนออกเดินทาง Amundsen ได้เปิดเผยความตั้งใจของเขาที่จะไปขั้วโลกใต้ กับลูกทีมที่สนิทเพียง 3 คน ส่วนลูกทีมคนอื่นๆ ก็ยังเข้าใจว่า Amundsen จะไปขั้วโลกเหนือโดยเรือ Fram โดยจะไม่แล่นจาก Oslo ตรงขึ้นทางเหนือ แต่จะมุ่งหน้าไปทวีปอเมริกาใต้ก่อนแล้วอ้อมทวีปเพื่อออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นจะมุ่งตรงไปที่ช่องแคบ Bering เพื่อไปให้ถึงขั้วโลกเหนือในที่สุด (ในสมัยนั้นยังไม่มีคลอง Panama)
       


       ในวันที่ 9 สิงหาคม 1910 เรือ Fram ได้ออกเดินทางจากท่าเรือเมือง Oslo และ Amundsen ได้เขียนจดหมายถึง Nansen เพื่อขอโทษที่ตนต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง โดยมิได้เดินไปบอก Nansen เป็นการส่วนตัว แล้ว Amundsen ก็จบจดหมายโดยกล่าวว่า ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการเดินทางของเขาจะชดเชยความผิดทุกประการที่เขาได้ล่วงเกินทำไป
      
       Amundsen ยังได้เขียนจดหมายถวายรายงานต่อกษัตริย์ Norway เพื่อให้พระองค์ทรงทราบเรื่องการเปลี่ยนแผนการเดินทางของตนด้วย
      
       ในวันที่ 6 กันยายน 1910 เรือได้เดินทางถึงเกาะ Madeira ของสเปนที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อรวบรวมเสบียงอาหารกับน้ำจืด และเปิดโอกาสให้กะลาสีซ่อมแซมส่วนของเรือที่ชำรุด Amundsen ได้อนุญาตให้ลูกเรือขึ้นฝั่งเพื่อพักผ่อนเป็นเวลา 3 วัน เมื่อทุกคนกลับมาขึ้นเรือ Amundsen ก็ได้บอกให้ทุกคนรู้ว่า เรือกำลังจะเดินทางไปขั้วโลกใต้ การรู้จุดหมายปลายทางใหม่อย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้คนที่ไม่รู้มาก่อนถึงกับอ้าปากค้าง แต่ก็เห็นดีด้วย เพราะคิดว่า ณ เวลานั้นขั้วโลกใต้อยู่ใกล้เรือยิ่งกว่าขั้วโลกเหนือ ถึงการเดินทางจะลำบากสักปานใด แต่โครงการก็จะสำเร็จลุล่วงในเวลาอีกไม่นาน ทุกคนจึงเห็นว่า การไปถึงขั้วโลกใต้ในปีก 1 ปีดีกว่าที่เรือต้องลอยเท้งเต้งในมหาสมุทรนานอีก 3 ปี และเพื่อให้ทุกคนที่จะไปรู้สึกยินดี และยินยอม Amundsen ได้บอกว่า ลูกเรือคนใดที่ไม่ต้องการจะไปขั้วโลกใต้ และต้องการเดินทางกลับนอร์เวย์ Amundsen ก็อนุญาต และจะจ่ายค่าเดินทางกลับให้ด้วย พร้อมกันนั้น Amundsen ก็ได้ส่งโทรเลขบอก Robert Scott ว่าเรือ Fram ของเขากำลังมุ่งหน้าเดินทางไปทวีป Antarctica แต่ Amundsen ก็ไม่ส่งโทรเลขในทันที กลับบอกให้ส่งในเดือนตุลาคม ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น เรือ Fram ได้เดินทางไปไกลเกินครึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกแล้ว
      
       แม้จะเป็นคนไม่ตรงไปตรงมานัก แต่ในด้านการวางแผน Amundsen มีความสามารถหาคนเทียบยาก เขาได้ศึกษาแผนที่ของทวีปแอนตาร์กติกา ส่วนที่เรียก Ross Ice Shelf ซึ่ง Scott กับเพื่อนชื่อ Ernest Henry Shackleton ได้วาดไว้ก่อนนั้นไม่นาน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับแผนที่ๆ James Clark Ross ได้วาดไว้เมื่อ 70 ปีก่อน Amundsen ก็ได้พบว่าถ้าเขานำเรือไปจอดที่ Bay of Whales เขาก็จะอยู่ใกล้ขั้วโลกใต้ยิ่งกว่าที่ McMurdo Sound บนเกาะ James Ross ที่ Scott ตั้งใจจะไปจอดเป็นระยะทาง 97 กิโลเมตร
      
       เรือ Fram ของ Amundsen เดินทางถึง Ross Ice Shelf ในอีก 4 เดือนต่อมา หลังจากที่ได้ออกจาก Madeira แล้ว และเดินทางได้ระยะทาง 6,440 กิโลเมตร เพื่อจอดทอดสมอที่ Bay of Whales จากนั้น Amundsen กับลูกเรือได้ขึ้นบกเพื่อสร้างฐานเสบียง ณ ตำแหน่งที่ห่างจากเรือ 3 กิโลเมตร โดยการใช้สุนัข 8 ตัวลากเลื่อนบรรทุกเสบียง และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับสร้างฐานแรกในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา ก็ใช้สุนัข 46 ตัวขนเสบียงที่หนัก 10 ตัน ไปสร้างฐานเสบียงที่ 2, 3 และ 4 ณ ตำแหน่งเส้นรุ้ง 80º ,81º และ 82º ใต้ โดยให้ฐานเสบียงสุดท้ายอยู่ห่างจากขั้วโลกใต้ 770 กิโลเมตร
      
       เมื่อถึงวันที่ 21 เมษายน ค.ศ.1911 ฤดูหนาวที่ยาวนานก็ได้มาถึง ดวงอาทิตย์ได้หายไปจากท้องฟ้า และจะไม่กลับมาปรากฏจนกระทั่งถึงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งจะเป็นสัญญาณบอกให้ Amundsen รีบออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ขั้วโลกใต้ และควรไปให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อนสิ้นปี
      
       ในการทำให้แผนการเดินทางสำเร็จโดยไร้อุปสรรค Amundsen ได้ออกกฎระเบียบบังคับให้ทุกคนในคณะต้องทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน และให้ตื่นนอนตั้งแต่เวลา 7.30น. จากนั้นกินอาหารเช้า เริ่มทำงานเวลา 9.00น. พักกินอาหารกลางวันเวลาเที่ยงตรง แล้วทำงานต่อจากเวลาบ่าย 2.00น. จนถึง 5.15น. หลังจากนั้นทุกคนในคณะเดินทางจะมีเวลาส่วนตัว
      
       สำหรับการทำงานที่กระท่อมพักทุกคนต้องทำงานร่วมด้วยช่วยกัน โดยมีหน้าที่ต่างๆ กัน เช่น ปัดกวาดที่พัก เทเถ้าบุหรี่ จัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ และให้ทุกคนมีตะขอแขวนเสื้อคนละ 2 ตะขอ ใครที่มีเสื้อผ้าจำนวนมากเกินไป Amundsen ก็ให้เก็บเข้ากระเป๋าเดินทางให้หมด และเพื่อให้อากาศในกระท่อมถ่ายเทได้ดี Amundsen ได้ออกกฎห้ามใครซุกอะไรใต้เตียง นอกจากรองเท้าเท่านั้น ฐานเสบียงมีพื้นที่ 15 ตารางเมตร สำหรับใช้เก็บอาหารทั้งของคนและสุนัข รวมถึงเชื้อเพลิงที่จะใช้หุงต้ม และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายด้วย
      
       ส่วนคนที่เป็นพ่อครัวนั้นต้องตื่นนอนตั้งแต่ 6.00น. ก่อนคนอื่นๆ อาหารเช้ามีขนมปัง เค้ก แยม เนยแข็ง และเนยเหลว อาหารกลางวันมีเนื้อแมวน้ำ เนื้อกระป๋อง ผลไม้ ขนมพุดดิ้ง ส่วนอาหารค่ำมี สเต็กเนื้อแมวน้ำ ขนมปัง แยม และเนยแข็ง สำหรับเครื่องดื่มเป็น กาแฟ แต่จะเป็นบรั่นดีก็ได้เฉพาะในวันเทศกาลหรือวันเกิด
      
       การที่ Amundsen ให้ความใส่ใจเรื่องอาหารนี้ก็เพราะ จากประสบการณ์ที่เคยเดินทางไปกับเรือ Belgica ในปี 1897 เพื่อสำรวจมหาสมุทรแอนตาร์กติก ภายใต้การนำของกัปตัน Adrien de Gerlache ชาวฝรั่งเศส เขาได้รู้ชัดว่าถ้าลูกเรือขาดผลไม้ ผัก และกินอาหารที่ไม่มีวิตามิน C เลยร่างกายจะเป็นโรคลักกะปิดลักเปิดที่แสนจะทรมาน และอาจทำให้ตายได้
      
       เมื่อทุกคนต่างก็มีหน้าที่ ดังนั้นเวลาได้มาพบกันในเวลาเย็น บรรยากาศสังสรรรค์จึงดี มีการคุยกัน เล่นเกมส์ อ่านหนังสือและเล่นแผ่นเสียงแม้แต่สุนัขเอง Amundsen ก็จัดให้มีเวลาพักผ่อน

     
       แม้จะวางแผนดีสักเพียงใด Amundsen ก็ยังต้องระวังเรื่องอารมณ์ของลูกทีมบางคนที่บางครั้งแสดงอาการพลุ่งพล่าน เพราะขาดแอลกอฮอล์ และนอกจากนี้เขาก็ยังกังวลอยู่ตลอดเวลาว่า Robert Scott ได้เดินทางถึงตำแหน่งใดแล้ว
      
       ในที่สุด ฤดูหนาวก็ผ่านพ้นไป วันนั้นเป็นวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1911 แต่อุณหภูมิอากาศโดยทั่วไปก็ยังเย็นยะเยือกอยู่ เพื่อความปลอดภัย Amundsen ได้สั่งให้ทุกคนอยู่ในกระท่อมคอยจนอากาศอบอุ่นขึ้น จึงออกเดินทางเมื่อวันที่ 8 กันยายน Amundsen กับลูกทีม 8 คน เลื่อนที่บรรทุกสัมภาระหนัก 6 ตัน และสุนัข 86 ตัว ได้มุ่งหน้าเดินทางไปยังเส้นรุ้งที่ 80º ใต้
      
       การเดินทางใน 3 วันแรกไปได้ไกล 50 กิโลเมตร ซึ่งค่อนข้างน้อย เพราะอุณหภูมิต่ำมากถึง -56ºC และเมื่อสุนัข 2 ตัวล้มตายเพราะไข้หวัด และเท้าของลูกทีมถูกหิมะกัดจนเดินลำบาก Amundsen จึงแบ่งทีมออกเป็น 2 ทีมเล็กๆ ด้วยเหตุผลว่า ถ้าทีมแรกเดินทางไม่ถึงขั้วโลกใต้ ทีมที่สองก็อาจนำชัยชนะมาสู่นอร์เวย์ได้

       

       ในวันที่ 20 ตุลาคม เมื่ออุณหภูมิอากาศสูงขึ้น และบาดแผลที่เท้าหายดีขึ้น Amundsen, Bjaalad, Wisting, Hassel และ Hanssen พร้อมสุนัข 63 ตัว และเลื่อน 4 ตัว ก็เดินทางถึงฐานเสบียงฐานแรกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม และเดินทางต่อไปจนถึงฐานเสบียงฐานสุดท้ายที่ 82º ใต้ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน หลังจากที่ได้พัก 2 วัน ก็เดินทางต่อในวันที่ 11 พฤศจิกายน Amundsen เห็นทิวเขาสูงเบื้องหน้าซึ่งมีน้ำแข็งปกคลุม จึงตั้งชื่อทิวเขานั้นว่า Queen Maud’s Range เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระราชินี Maud แห่งนอร์เวย์ และได้เริ่มเดินข้าม เมื่อข้ามทิวเขาได้ ก็สร้างฐานที่พัก ขณะนี้ Amundsen อยู่ห่างจากขั้วโลกใต้ 550 กิโลเมตร และมีสุนัขเหลืออยู่ 42 ตัว เพราะอีก 30 วัน เขาก็จะถึงขั้วโลกใต้แล้ว เมื่อจำนวนสุนัขมีเกินพอ Amundsen จึงฆ่าสุนัข 24 ตัว เพื่อให้เป็นอาหารของสุนัขที่เหลือ 18 ตัว และเพื่อช่วยลดภาระลากอาหารของสุนัขด้วย


       
       วันที่ 17 พฤศจิกายน ขบวนสำรวจของ Amundsen ได้เดินเท้าขึ้นธารน้ำแข็งชื่อ Axel Heiberg ที่สูง 600 เมตร และถึงยอดของธารน้ำแข็งในอีก 4 วันต่อมา ซึ่งธารน้ำแข็งนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,000 เมตร แล้วเดินทางฝ่าลมหนาวที่พัดแรง และเร็วถึง 56 กิโลเมตร/ชั่วโมง ท่ามกลางบริเวณที่มีหมอกหนาทึบ
      
       วันที่ 8 ธันวาคม ท้องฟ้าสว่าง คณะสำรวจเดินผ่านเส้นรุ้งที่ 88º 23’ ใต้ และเหลือระยะทางอีก 153 กิโลเมตร ก็จะถึงเป้าหมายแล้ว ความเครียดได้บังเกิดมากขึ้นๆ เพราะสุนัขทั้งรู้สึกเหนื่อยและหิว เท้าของลูกทีมทุกคนต่างก็มีบาดแผลสืบเนื่องจากถูกหิมะกัด และที่สำคัญ คือ ทุกคนเกรงว่า Scott จะเดินทางถึงก่อน
      
       ในที่สุดเมื่อถึงเวลาบ่าย3 โมงของวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1911 คณะสำรวจก็ได้ตะโกนออกมาพร้อมกันว่า “Halt” ขณะนั้นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์บนเลื่อนระบุว่า พวกเขาได้เดินทางถึงขั้วโลกใต้แล้ว

           Amundsen ได้ปักธงชาติของนอร์เวย์ที่ขั้วโลกใต้ และตั้งชื่อที่ราบบริเวณนั้นว่า ที่ราบในกษัตริย์ Haakon ที่ 7 รวมถึงได้ตั้งเต็นท์และเรียกว่า Poleheim (บ้านที่ขั้วโลก) และได้ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งให้ Scott ส่วนอีกฉบับหนึ่งฝาก Scott นำไปถวายกษัตริย์ Haakon ในกรณีที่เขาประสบอันตรายถึงชีวิตในตอนขากลับ
      
       ขบวนคน 5 คนและสุนัข 11 ตัว เดินทางกลับอย่างรวดเร็ว และไม่มีอุปสรรคใดๆ แต่การเดินทางไปยังเกาะ Tasmania นั้นค่อนข้างช้า เพราะ Amundsen กระหายที่จะบอกโลกว่า เขาได้ประสบความสำเร็จแล้ว
      
       ในวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ.1912 Amundsen ได้ส่งโทรเลขจากเกาะ Tasmania เพื่อบอกน้องชาย Leon ว่า เขาคือผู้พิชิตขั้วโลกใต้ได้เป็นคนแรก
      
       Roald Amundsen เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1872 ที่เมือง Borge ในนอร์เวย์ ในครอบครัวกัปตันและเจ้าของเรือโดยสารที่แล่นระหว่างเมือง Fredrikstad กับ Sarpsborg เพราะสมาชิกในตระกูลแทบทุกคนเดินเรือ ดังนั้นมารดาของ Amundsen จึงไม่ต้องการให้ Amundsen มีอาชีพเดินเรืออีกคนหนึ่งและกดดันให้ Amundsen เรียนแพทย์ ซึ่ง Amundsen ก็ยินยอมแต่ไม่ยินดี ครั้นเมื่อมารดาเสียชีวิต Amundsen วัย 21 ปี จึงลาออกจากการเป็นนักศึกษาแพทย์ และสมัครทำงานเป็นกะลาสีเรือ ทำให้มีโอกาสเดินทางและผจญภัยตามที่ใจฝัน และเมื่อได้ศึกษาประวัติการเดินทางข้าม Greenland ของ Fridtjob Nansen ในปี 1888 Amundsen ก็ได้ตัดสินใจใช้ชีวิตจะเป็นนักผจญภัย
      
       ในปี 1897 Amundsen วัย 25 ปี ได้เข้าร่วมทีมสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาของเบลเยี่ยม ภายใต้การนำของ Adrien de Gerlache ด้วยเรือ Belgica คณะสำรวจนี้ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มนักผจญภัยคณะแรกที่ใช้ชีวิตฤดูหนาวบนทวีปแอนตาร์กติกานั้น
      
       เมื่ออายุ 31 ปี Amundsen ได้เป็นบุคคลแรกที่พบเส้นทาง Northwest Passage (ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของแคนาดา และเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก) ด้วยเรือล่าวาฬชื่อ Gjoa ในการเดินทางครั้งนั้น Amundsen ได้ศึกษาวิธีดำรงชีวิตชองชนเอสกิโมในฤดูหนาว เช่น วิธีบังคับสุนัขให้ลากเลื่อน และพบว่าเสื้อหนังสัตว์ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายดีกว่าเสื้อขนแกะ
      
       ในปี 1906 เมื่อ Amundsen ได้ทราบข่าวว่า นอร์เวย์ประกาศประเทศเป็นเอกราชโดยไม่ขึ้นกับสวีเดนอีกต่อไป Amundsen ได้ส่งจดหมายทูลกษัตริย์ Haakon ที่ 7 แห่งนอร์เวย์ว่า เขาจะพยายามสร้างชื่อเสียงให้แก่นอร์เวย์ โดยการไปถึงขั้วโลกเหนือเป็นคนแรก แต่เมื่อทราบข่าวว่า Robert Peary ได้ไปถึงเรียบร้อยแล้ว Amundsen จึงตัดสินใจไปยังขั้วโลกใต้แทน
      
       วันที่ 14 ธันวาคม 1911 คณะสำรวจของ Amundsen และสุนัข 16 ตัว ก็ได้เดินทางถึงขั้วโลกใต้ ความสำเร็จนี้เกิดจากการตระเตรียมที่ดี อุปกรณ์เดินทางที่ดีเยี่ยม ความเข้าใจธรรมชาติของสุนัข และการใช้สกีอย่างมีประสิทธิภาพ
      
       ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Amundsen มีฐานะดีจากการทำธุรกิจเดินเรือให้ฝ่ายสัมพันธมิตร
      
       หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการไปขั้วโลกใต้แล้ว Amundsen ได้วางแผนจะเดินทางไปขั้วโลกเหนือ เพราะต้องการเป็นจะเป็นบุคคลแรกที่ได้ไปถึงทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แต่ฤดูหนาวที่โหดร้ายได้ยับยั้งการเดินทางของเขาก่อนจะถึงช่องแคบ Bering เขาจึงเดินทางกลับ
      
       ในปี 1921 Amundsen ได้เลิกธุรกิจเดินเรืออย่างสมบูรณ์ เพราะมีหนี้สินมากมาย จึงถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่เมื่อได้รับโทรศัพท์จาก Lincoln Ellsworth ผู้เป็นมหาเศรษฐีซึ่งในอดีตเคยเรียนห้องเดียวกันและ Ellsworth ต้องการทำงานที่มีความหมาย Amundsen จึงเสนอให้ซื้อเรือเหาะบินไปผ่านขั้วโลกเหนือ เมื่อ Ellsworth เห็นด้วย เรือเหาะ Norge จึงได้บินจาก Spitsbergen ไป Alaska โดยผ่านขั้วโลกเหนือสำเร็จ ขณะเดินทางคนทั้งสองได้สำรวจวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยี (เรือเหาะ) เป็นครั้งแรก
      
       ตามปกติ Amundsen เป็นคนพูดน้อย และมีอารมณ์อ่อนไหว เขาไม่เคยสบายใจที่คนอังกฤษ ไม่ชอบนิสัยของเขาที่ลอบเปลี่ยนแผนการเดินทางโดยไม่บอกคู่ต่อสู้ ในทันทีทันใด จึงทำให้เขาชนะ Scott ในที่สุด และบรรดาเพื่อนๆ ของ Amundsen ต่างก็เห็นพ้องกันว่า ในภาพรวมถึงแม้จะมีชื่อเสียงมาก แต่ Amundsen ก็ไม่เคยมีความสุข เพราะเขาเป็นคนที่หลงตัวเองมากจนเพื่อนร่วมงาน และพี่น้องรับไม่ได้
      
       ในวันที่ 18 มิถุนายน 1928 ได้เกิดอุบัติเหตุเรือเหาะ Italia ตกขณะเดินทางกลับจากขั้วโลกเหนือ ทันทีที่ได้ข่าว Amundsen วัย 55 ปีได้ออกเครื่องบินติดตาม แต่เครื่องบินประสบอุบัติเหตุตกและจมลงท้องมหาสมุทร Arctic จึงทำให้ไม่มีใครพบศพของเขาตราบจนทุกวันนี้
      
       ณ วันนี้เรารู้จัก ทะเล Amundsen ที่อยู่นอกทวีปแอนตาร์กติกา ภูเขา Amundsen ธารน้ำแข็ง Amundsen และอ่าว Amundsen บนทวีปแอนตาร์กติกา อ่าว Amundsen ในมหาสมุทรอาร์กติก และหลุมอุกกาบาตที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ก็มีชื่อ Amundsen

เป็นยังไงบ้างครับเพื่อนๆ ที่อ่านจนจบ  เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้บทเรียนจากอามุนเซนมากทีเดียว  เขารู้จักการวางแผนที่ดี  รู้จักถอยเพื่อตั้งหลักใหม่  เอาใจใส่กระทั่งอาหาร เสื้อผ้า รองเท้า หรือแม้แต่สุนัข  ทั้งหมดที่อามุนเซนได้ก็มาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแต่ไม่ใช่้เพียงผ่านไป  เขาได้เก็บเกี่ยวความรู้เอาไว้และประยุกต์ใช้ตามแต่ละเรื่องราว  ถึงแม้เขาจะไม่ซื่อตรงเท่าไหร่นักในการต่อสู้  หรือที่เรียกว่าฉลาดแกมโกง  แต่เพราะความตั้งใจและเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดจึงทำให้เขาพิชิตขั้วโลกใต้ได้สำเร็จ  ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนครับ

ที่มา http://board.postjung.com/630770.html 

การบ้าน ปฏิบัติการที่ 6 SQL



       h .   จากข้อ e เมื่อแปลออกมาเป็นภาษามนุษย์จะได้ว่า “ให้เลือกฟิลด์รหัสนิสิต  ชื่อนิสิต  อาจารย์ที่ปรึกษา และชั้น จากตารางนักเรียน (student) โดยมีเงื่อนไขคือเป็นเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2  ให้ลองแปลข้อ f ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์
       จากข้อ f  จะได้ว่า   SELECT   Studentid,Name,Advisor,class,hobby 
                                      FROM  student
                              WHERE hobby LIKE 'อ่านหนังสือ' ;



***** แปลออกมาเป็นภาษามนุษย์จะได้ว่า ให้เลือกฟิลด์รหัสนิสิต  ชื่อนิสิต  อาจารย์ที่ปรึกษา ชั้นและงานอดิเรก จากตารางนักเรียโดยมีเงื่อนไขคือต้องแสดงเฉพาะงานอดิเรกที่เป็นอ่านหนังสือ


 i .ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษา SQL ตามคำถาม “ให้เลือกฟิลด์ทั้งหมดจากตารางรายวิชา (subject) ”
     SELECT *
      FROM subject;








 j.       ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษา SQL  ตามที่ถาม“ให้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา  ชื่อรายวิชา  และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา (subject) 
SELECT subjectid,name,credit
FROM subject;





k       k.       ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษา SQL ตามคำถาม “ให้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา  ชื่อรายวิชา  และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา (subject) โดยมีเงื่อนไข คือต้องแสดงเฉพาะรายวิชา  104111”

SELECT subjectid,name,credit
FROM subject
WHERE   subjectid = 104111;



      O . จากข้อ m เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามมนุษย์จะได้ว่า “ให้เลือกฟิลด์รหัสนิสิต  ชื่อนิสิต  คะแนน เกรด  และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน (student) การลงทะเบียน  (Register)  และรายวิชา(Subject) โดยมีเงื่อนไขคือแสดงเฉพาะนิสิตรหัส  49000002 เท่านั้น”  ให้ลองแปลข้อ n ออกมาเป็นภาษาคำถามมนุษย์
จากข้อ n  จะได้ว่า 

      SELECT Student.Studentid,Student.Name, Register.Score,Register.Grade ,Subject.Name
FROM Register, Student,Subject
WHERE (Register.Studentid = Student.Studentid) And (Register.Subjectid = Subject.Subjectid AND Register.Subjectid = 104111);







แปลออกมาเป็นภาษามนุษย์จะได้ว่า ให้เลือกฟิลด์รหัสนิสิต  ชื่อนิสิต  คะแนน  เกรด  และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน  การลงทะเบียน   และรายวิชา โดยมีเงื่อนไขคือแสดงเฉพาะรายวิชารหัส 104111  

     
     p.   ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษา SQL ตามคำถาม “ให้เลือกฟิลด์รหัสนิสิต  ชื่อนิสิต  คะแนน  เกรด  และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน (student) การลงทะเบียน  (Register)  และรายวิชา(Subject) โดยมีเงื่อนไขคือแสดงเฉพาะรายวิชารหัส 104111  เท่านั้น  และนิสิตอยู่ในชมรมภูมิศาสตร์เท่านั้น

SELECT Student.Studentid,Student.Name, Register.Score,Register.Grade ,Subject.Name
FROM Register, Student,Subject
WHERE (Register.Studentid = Student.Studentid) AND (Register.Subjectid = Subject.Subjectid AND Register.Subjectid = 104111) AND Student.club = 'ภูมิศาสตร์'